กกร. คงเป้าจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6-2% หวังตั้งรัฐบาลใหม่ราบรื่น วางมาตรการกระตุ้นศก.ใน 100 วัน

รูป กกร. คงเป้าจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6-2% หวังตั้งรัฐบาลใหม่ราบรื่น วางมาตรการกระตุ้นศก.ใน 100 วัน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 ก.พ. 69 14:18 น.

 


กกร. คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัว 1.6 - 2% จากผลกระทบปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภาษีการค้าสหรัฐฯ ห่วงการจัดทำงบประมาณปี 70 ล่าช้า  พร้อคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ราบรื่น  เร่งเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายใน 100 วัน วางมาตรการกระตุ้นที่เน้นการเพิ่มความสามารถการแข่งขันธุรกิจ - สร้างรายได้เพิ่มระยะกลางถึงยาว


นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผย ว่า การประชุม กกร. ประจำเดือนก.พ. 69  ยังคงกรอบประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 69 ที่ 1.6 - 2% ส่วนส่งออกขยายตัวติดลบ  -1.5 ถึง -0.5%  และเงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน


ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ


นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย


"ปัญหาที่เรากังวล ทั้งหนี้ภาคครัวเรือน ปัญหาสินค้าทะลัก ผู้ประกอบการ SME ไทยไปต่อไม่ได้ ค่าเงินบาทแข็ง ทุนเทา ใต้ดิน คอร์รัปชั่น เราได้พูดคุยกับพรรคการเมืองไปแล้ว เราอยากเห็นรัฐบาลมาใหม่นำประเด็นเหล่านี้นำมาแก้ไขภายใน 100 วัน อีกสิ่งที่กังวลคือ งบประมาณการลงทุนล่าช้า เป็นปัจจัยลบอีกด้านที่กระทบจีดีพีต่ำกว่า 2%  และสุดท้ายต้องดูแลปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มากกว่านโยบายประชานิยม อยากให้นโยบายส่งผลในระยะกลาง - ยาว " นายเกรียงไกร กล่าว


สอดคล้องกับนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า อยากให้ภาครัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สามารถเชื่อมต่อในระยะกลาง - ยาว จากการใช้ทรัพยากรสาธารณะที่มี ให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยไม่อยากให้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่อประเทศไทยปรับตัวลดลง ซึ่งอยากให้ช่วยแก้ไขและยั้งปัญหาต่างๆ ไม่ให้ตกต่ำลง

 

 

 

นอกจากนี้ นายเกรียงไกร ยังกล่าวต่ออีกว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 สะท้อนจาก Global Risks Report ของ World Economic Forum ที่ระบุว่าปัจจัยด้าน Geoeconomics เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกและสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกทั้ง เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน


โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  ทำให้สินค้าไทยอีก 9 รายการสินค้า ที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมปีนี้ มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%


นอกจากนี้กกร. แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น


โดยเห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับ spirit ของ Reinvent Thailand


อีกทั้งกกร. ขอขอบคุณกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการเชิงรุกในการแก้ปัญหาธุรกรรมทองคำที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท  ผ่านการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวสอบอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างรอบด้าน


และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่พบว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มในไทยเป็น USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT กับเงินบาท เสมือนกับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USD กับเงินบาท เป็นต้น


 สำหรับกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.32% ต่อปี จาก 0.46% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี คิดเป็นวงเงินประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้รองรับการดำเนินมาตรการทางการเงินในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ และช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า คาดหวังว่าจะสามารถช่วยลดภาระภาคธุรกิจได้ รวมถึงช่วยธนาคารสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น


"วงเงินดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจ SME หวังว่าสามารถทำให้เขาปรับตัวและกลับมาดำเนินธุรกิจได้ช่วยลดภาระ รวมถึงทำให้ภาคธนาคารปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ต้องใช้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน" นายผยงกล่าว


 



 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย