หุ้นของผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากภาวะตึงตัวของอุปทานทั่วโลก อันเป็นผลจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
TM Roh ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของซัมซุง ระบุว่า ภาวะขาดแคลนครั้งนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สอดคล้องกับความเห็นของผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่เตือนว่า ข้อจำกัดด้านอุปทาน อาจยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน เนื่องจากการแข่งขันเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ดูดซับกำลังการผลิตในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยอุปสงค์ดังกล่าว ได้ผลักดันให้ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ปรับกำลังการผลิตไปสู่หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (High-Bandwidth Memory) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI ส่งผลให้อุปทานของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แทบทุกภาคส่วนตึงตัว ไม่ว่าจะเป็นแฟลชเมมโมรี ที่ใช้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ USB และสมาร์ทโฟน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด TrendForce ระบุว่า ราคาชิปในบางกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่านับตั้งแต่เดือนก.พ.ของปีก่อน ดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรโดยคาดว่าราคาจะยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อไป ซึ่งหุ้น Micron Technology ปรับตัวขึ้นราว 2% ในช่วงการซื้อขายช่วงต้นวันจันทร์ ขณะที่หุ้น SK Hynix และซัมซุง ที่จดทะเบียนในเกาหลีใต้ ปิดตลาดปรับขึ้นเกือบ 3% และ 7.5% ตามลำดับ

ซานเจย์ เมห์โรตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Micron กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาคาดว่าตลาดหน่วยความจำ จะยังคงตึงตัวต่อเนื่องไปจนพ้นปี 2026 โดยหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นถึง 240% ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าการเพิ่มขึ้น 42% ของดัชนีชิปอ้างอิงเป็นอย่างมาก ขณะที่หุ้นของซัมซุง มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในปีที่ผ่านมา ส่วน SK Hynix ปรับตัวขึ้นเกือบ 4 เท่า
ด้านผู้ผลิตรายเล็กในอุตสาหกรรมอย่าง Western Digital, Applied Digital และ Seagate Technology ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ในวันจันทร์ ขณะที่หุ้น SanDisk เพิ่มขึ้นราว 1.5%
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมหน่วยความจำ ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีวัฏจักรสูง โดยมักเผชิญทั้งช่วงขาลงรุนแรงและช่วงขาขึ้นที่ร้อนแรง พร้อมระดับราคาที่ผันผวนอย่างมาก อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จาก Morningstar และ J.P. Morgan ประเมินว่า วัฏจักรขาขึ้นในรอบนี้ ซึ่งมักถูกเรียกว่า “ซูเปอร์ไซเคิล” อาจดำเนินต่อไปได้ยาวจนถึงปี 2027
ที่มา Reuters

|