คลัง หวังจีดีพีไทยปีนี้โต 3% สวนทางเวิลด์แบงก์หั่นเหลือโตเพียง 1.6%

รูป คลัง หวังจีดีพีไทยปีนี้โต 3% สวนทางเวิลด์แบงก์หั่นเหลือโตเพียง 1.6%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ก.พ. 69 15:20 น.

 

คลัง คาดจีดีพีปี 69 โต 2% – ตั้งเป้าดันให้เติบโตตามศักยภาพ 3% พร้อมคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ขณะที่เวิลด์แบงก์ประเมินจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.6% ชี้ “อุตฯ สีเขียว–EV” ทางรอดเศรษฐกิจไทย

 

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 2.2% และในไตรมาส 4/2568 ประเมินว่า จะเติบโตได้มากกว่า 1.8% สะท้อนว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดี การส่งออกที่ยังขยายตัวได้มากกว่า 13% และในปี 2569 ธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.6% ซึ่งเป็นการประมาณการก่อนการเลือกตั้ง ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ที่ 2%

 

 

“สำหรับผมอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3% และมองว่าศักยภาพไทยกลับไปเติบโตได้ ด้านนโยบายการคลัง หลายท่านกังวล ช่วงนี้ ในการจัดตั้งรัฐบาล จะสุญญากาศหรือไม่ ยืนยันว่า เรายังมีงบประมาณที่ต้องเร่งเบิกจ่าย ซึ่งม.ค. เร่งเบิกจ่ายแล้ว 41% มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแสนล้านบาท มีวงเงินค้ำประกันสำหรับเอสเอ็มอี ที่จะช่วยสภาพคล่อง มีมาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ และยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ยังดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้”นายเบญจรงค์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญ คือ การดำเนินการรักษาเสถียรภาพการคลัง คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี และทยอยให้ลดลงตั้งแต่ปี 2573 ควบคู่การปฏิรูป การสร้างรายได้เพิ่ม การใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ๆ ที่ไม่ใช่พึ่งพาเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว

 

“ในตอนที่เข้ามาทำงาน คือ 4 เดือน แต่เข้ามาทำงานจริงแค่ 73 วัน ซึ่งได้ผลักดันในหลายนโยบายอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามายังมุ่ง Upskill Reskill อย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ใช้แรงจูงใจที่ให้ทั้งปลาและเบ็ด เพื่อให้ประชาชน และผู้ประกอบการยกระดับตัวเองได้”นายเบญจรงค์ กล่าว

 

 

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% เป็นผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวและเติบโตที่ 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง

 

ทั้งนี้ มองว่า นโยบายการเงิน ยังมีโอกาสที่จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ ซึ่งยังมีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยได้ แต่นโยบายการเงินจะมีบทบาทน้อยลง และนโยบายการคลังจะเป็นพระเอกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 68.5%

 

ไทยมีโอกาสที่จะปรับนโยบายการคลัง โดยการขยายฐานเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น  เพิ่ม VAT โดยทยอยปรับเพิ่มและให้การสนับสนุนกับกลุ่มที่เจาะจงเป้าหมาย เช่น กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ปรับปรุงการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความเท่าเทียม และเสริมสร้างการบริหารจัดการภาษีและการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีผ่านระบบดิจิทัล เพื่อขยายฐานภาษีและลดการรั่วไหลของภาษี โดยทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางกรแข่งขันในเวทีโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย ชี้ว่า อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีพลวัตอีกครั้ง

 

รวมถึงการขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และทำให้ไทยสามารถปรับตัวต่อทิศทางอุปสงค์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้

 

สำหรับภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและ 16% ของการจ้างงาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง โดยรายงานระบุว่า สินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนเกือบ 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

“อุตสาหกรรมสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีคุณภาพ”นายเกียรติพงศ์

 

ขณะเดียวกัน ในรายงาน ยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างฐานรากการเติบโตของประเทศไทย เช่น การส่งเสริมการแข่งขัน การยกระดับทักษะแรงงาน และการปรับสมดุลทางการคลัง การส่งเสริมการแข่งขันในภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยยกระดับผลิตภาพและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ

 

ขณะที่การฝึกอบรมและยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม จะช่วยให้แรงงานสามารถย้ายเข้าสู่ภาคส่วนที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว การฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการขยายฐานรายได้ จะสนับสนุนการปฏิรูปเหล่านี้และช่วยให้ประเทศไทยคว้าโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ได้

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย