ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันจันทร์ (2 ก.พ.) โดยดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 515.19 จุด หลังได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่หุ้นขนาดเล็กปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นเช่นกัน ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,407.66 จุด เพิ่มขึ้น 515.19 จุด หรือ 1.05% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 6,976.44 จุด เพิ่มขึ้น 37.41 จุด หรือ 0.54% ใกล้เคียงกับระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,978.60 จุด เมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,592.11 จุด เพิ่มขึ้น 130.29 จุด หรือ 0.56% ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นขนาดเล็ก เพิ่มขึ้นราว 1% และยังคงทำผลงานได้ดีกว่าทั้งดัชนี S&P 500 และดัชนีแนสแดค นับตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นราว 2% ในปีนี้ ขณะที่ Russell 2000 เพิ่มขึ้นมากกว่า 6% โดยนักลงทุนมักมองว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นขนาดเล็กเป็นสัญญาณสะท้อนความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ 
หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้น Alphabet ปรับขึ้น 1.9% ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ Amazon เพิ่มขึ้น 1.5% ก่อนที่ทั้ง 2 บริษัทจะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในสัปดาห์นี้ ซึ่งนักลงทุนจับตาเพื่อประเมินการแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี AI ด้านหุ้น Palantir ซึ่งเป็นบริษัทข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ขยับขึ้น 0.8% ก่อนการประกาศผลประกอบการหลังปิดตลาด ขณะที่หุ้นผู้ผลิตชิป ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดย SanDisk พุ่งขึ้นถึง 15.4% ขณะที่ Advanced Micro Devices เพิ่มขึ้น 4% และ Micron Technology ปรับขึ้น 5.5% การปรับขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งแรกของดัชนี S&P 500 ในรอบ 3 วัน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดเผชิญความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูงจากกระแส AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ฝั่งหุ้นที่ปรับตัวลง พบว่าหุ้น Walt Disney ร่วงลง 7.4% แม้รายงานผลประกอบการสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ หลังบริษัทเตือนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในสวนสนุกสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง และกำไรจากธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ชะลอตัว ด้านข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะมีการเติบโตของกำไรราว 11% ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นจากประมาณการที่ 9% เมื่อต้นเดือน ม.ค. โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากกลุ่มเทคโนโลยี ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปีในเดือนม.ค. โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เดือนม.ค. พุ่งขึ้นแตะ 52.6 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 และสูงสุดนับจากเดือนส.ค. 2022 หลังจากภาคธุรกิจกลับมาสั่งซื้อสินค้ารอบใหม่หลังช่วงวันหยุดยาว อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดยผู้ผลิตยังคงกังวลถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ดัชนี CBOE VIX ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของวอลล์สตรีท ลดลง 1 จุด มาอยู่ที่ระดับ 16.5 หลังแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ระหว่างวัน ด้านการเมือง สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พิจารณาร่างกฎหมายเพื่อยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนที่เริ่มขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีการลงมติขั้นสุดท้ายในวันอังคาร ขณะที่สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า รายงานการจ้างงานประจำเดือน ม.ค. จะไม่สามารถเผยแพร่ได้ในวันศุกร์ เนื่องจากผลกระทบจากการปิดหน่วยงานดังกล่าว ที่มา Reuters (1) และ (2) 
|