| MRDIYT โชว์ผลงาน Q1/69 สุดแกร่ง กวาดกำไรสุทธิ 678.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.1% จากปีก่อน และรายได้รวม 5,452.4 ล้านบาท โต 21.4% YoY รับอานิสงส์จากการขยายสาขาต่อเนื่องและจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวนและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ด้านบอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล อัตรา 0.06 บ./หุ้น บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/69 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้ ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิ 678.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีอัตรากำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ 12.4% ขยายตัวขึ้น 0.4 จุด จาก 12.1% ในไตรมาส 1/68 สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น มาจากกำไรขั้นต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการดำเนินงานและประสิทธิภาพในการบริหารเงินทุนของบริษัทฯ รายได้รวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 5,452.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.4% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาขานอกศูนย์การค้า ด้านกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 2,818.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.1% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 52.0% จาก 51.7% ในไตรมาส 1/68 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี จากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นและการนำเสนอสินค้าจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้ ส่วนของกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 979.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.9% YoY และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 1,684.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.7% YoY ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 20.7% อยู่ที่ 2,605.1 ล้านบาท สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขาย ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 23.1% อยู่ที่ 1,567.9 ล้านบาท หลักๆ มาจากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่าและค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่เกี่ยวข้องกับการขยายเครือข่ายสาขา สำหรับต้นทุนทางการเงินในไตรมาส 1/69 ลดลง 22.7% มาอยู่ที่ 73.5 ล้านบาท ภายหลังการนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ไปชำระคืนเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยทั้งหมด ทำให้ต้นทุนทางการเงินในไตรมาสนี้ประกอบด้วยดอกเบี้ยจากหนี้สินตามสัญญาเช่าเป็นหลัก บอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอัตรา 0.06 บ./หุ้น คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ในอัตราหุ้นละ 0.06 บาท มูลค่ารวม 361.0 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53.2% ของกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ที่กำหนดให้จ่ายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 19,258.9 ล้านบาท หนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 8,871.6 ล้านบาท และ 10,387.3 ล้านบาท ตามลำดับ ฐานะการเงินของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนโครงสร้างเงินทุนที่ดีขึ้นภายหลังการชำระคืนเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยจากเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้น IPO กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานในไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้นเป็น 1,916.3 ล้านบาท สะท้อนผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากธุรกิจ โดยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานส่วนใหญ่นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและสนับสนุนการขยายธุรกิจ แผนธุรกิจและแนวโน้มในอนาคต ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ เปิดสาขาใหม่สุทธิ 65 สาขา ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มี.ค.69 มีจำนวนสาขารวมทั้งสิ้น 1,192 สาขา ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ บริษัทฯ มีแผนเปิดสาขาใหม่ประมาณ 210 สาขาในปี 69 และตั้งเป้าหมายจำนวนสาขารวมเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,500 แห่งภายในสิ้นปี 2570 โดยการขยายสาขายังคงมุ่งเน้นรูปแบบสาขานอกศูนย์การค้าในทำเลชุมชนเป็นหลัก เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของลูกค้า และคาดว่าสาขาใหม่จะมีระยะเวลาคืนทุนภายในประมาณ 3 ปี สำหรับปี 69 บริษัทฯ ประมาณการรายจ่ายฝ่ายทุนรวมไว้ที่ 4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดสาขาใหม่ การขยายขีดความสามารถด้านคลังสินค้าและการขนส่ง การปรับปรุงสาขา และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ องค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าวคือการเดินหน้าพัฒนาระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติ ณ นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ ด้วยเงินลงทุนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท ในช่วงปี 68-74 คาดว่าจะสามารถรองรับเครือข่ายสาขาได้สูงสุดประมาณ 3,000 สาขา และช่วยเสริมศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว MRDIYT ยังคงให้ความสำคัญกับการนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับการรักษาจุดยืนด้านความคุ้มค่าคุ้มราคา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความผันผวนและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น |