ตลาดหุ้นโลกทิ้งช่วงปรับฐานนาน ผู้เชี่ยวชาญชี้เสี่ยงผันผวน หากปัจจัยลบถึงจุดเดือด

รูป ตลาดหุ้นโลกทิ้งช่วงปรับฐานนาน ผู้เชี่ยวชาญชี้เสี่ยงผันผวน หากปัจจัยลบถึงจุดเดือด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ม.ค. 69 16:48 น.

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเตือนว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วงปลาย หลังจากพุ่งอย่างร้อนแรงตลอดปี 2025 ขณะที่ความเสี่ยงปรับฐานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวบรรจบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายที่รุนแรงขึ้น

 

ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยทิศทางที่ค่อนข้างมั่นคง หลังจากทำผลงานแข็งแกร่งในปีก่อน โดยดัชนี MSCI All Country World Index ซึ่งติดตามหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลางกว่า 2,500 บริษัท จากตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ปรับขึ้นมากกว่า 2% นับตั้งแต่ต้นปี และทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 15 ม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้นถึง 20.6% ในปี 2025 ตามข้อมูลจาก LSEG

 

อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางส่วนระบุว่า การที่ตลาดแทบไม่มีการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดมีความเปราะบางมากขึ้น หากบรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

 

ทิโมธี โม นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ Goldman Sachs กล่าวว่า “ปี 2025 เป็นปีที่ดีมาก โดยเฉพาะตลาดเอเชีย ผ่านไป 9 เดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีการปรับฐานที่ชัดเจน ซึ่งตามสถิติในอดีต ตลาดอาจถึงเวลาต้องปรับฐานแล้ว”

 

 

นักวิเคราะห์ยังระบุว่า ในช่วง 15–35 ปีที่ผ่านมา ตลาดมักปรับฐานลงอย่างน้อย 10% ทุก ๆ 8–9 เดือน แต่รอบนี้ยังไม่เกิดขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ขาดหายไป หากมีปัจจัยกระตุ้นในรูปของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนต้องไม่ลืมว่า ตลาดอาจย่อตัวแรง”

 

ที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกมองข้ามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมองว่าเป็นเพียงเสียงรบกวน มากกว่าความเสี่ยงในระยะยาว รวมถึงกรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับกรีนแลนด์ นอกจากนี้ ตลาดยังตอบรับเชิงบวก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ส่งสัญญาณลดความแข็งกร้าวในการใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อเปิดทางสู่การเจรจา ซึ่งทำให้แนวคิดที่เรียกว่า “TACO” เป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ซึ่งคำนี้ย่อมาจาก “Trump Always Chickens Out” ซึ่งสะท้อนความเชื่อที่ว่า คำขู่เชิงนโยบายของทรัมป์ ท้ายที่สุดแล้วจะจบลงด้วยการประนีประนอม

 

ทิโมธี โม เปรียบอารมณ์ของนักลงทุนในขณะนี้เหมือนการทดลองทางเคมี ที่เราทำขั้นตอนเดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งจุดหนึ่งที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลง ตลาดมักเพิกเฉยต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จนกว่าจะมีอะไรที่สำคัญเกิดขึ้นจริง ๆ”

 

แม้มีความกังวลดังกล่าว ทิโมธี โม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาด โดยเฉพาะหุ้นเอเชีย แต่ย้ำว่าการบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญมากขึ้นในระยะนี้

 

ขณะที่นักวิเคราะห์รายอื่นมองว่า ไม่ควรให้น้ำหนักมากเกินไปกับระยะเวลาที่ตลาดยังไม่เกิดการปรับฐานในการประเมินความเปราะบางของตลาด โดยเควิน กอร์ดอน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและกลยุทธ์ของ Schwab Center for Financial Research (SCFR) ระบุว่า ความเสี่ยงของการปรับฐานเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ไม่ใช่เพราะตลาดไม่มีการปรับฐานมานานเพียงอย่างเดียว เมื่อมูลค่าหุ้นตึงตัวและความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ร้อนแรง โอกาสที่การปรับฐานจะรุนแรงย่อมเพิ่มขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี กอร์ดอนเสริมว่า การที่ตลาดจะเปลี่ยนมุมมอง จำเป็นต้องมีปัจจัยลบเข้ามากระตุ้น ปัจจัยกระตุ้นที่เป็นไปได้นั้น มีตั้งแต่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไปจนถึงผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด โดยกอร์ดอนชี้ว่า มาตรการอย่างการจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง อาจกระทบตลาดหุ้นได้ หากเริ่มส่งผลต่อกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ หรือทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ที่มา CNBC

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju