ดาวโจนส์ปิดดิ่ง 821 จุด หวั่น AI ดิสรัปต์ธุรกิจ - ภาษีทรัมป์ยังป่วน

รูป ดาวโจนส์ปิดดิ่ง 821 จุด หวั่น AI ดิสรัปต์ธุรกิจ - ภาษีทรัมป์ยังป่วน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 69 7:10: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดวันจันทร์ (23 ก.พ.) ร่วงกว่า 1% ท่ามกลางความกังวลว่า เทคโนโลยี AI จะกระทบการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าและการออกมาตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความไม่แน่นอนทางการค้า และนำไปสู่แรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,804.06 จุด ลดลง 821.91 จุด หรือ -1.66%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,837.75 จุด ลดลง 71.76 จุด หรือ -1.04% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,627.27 จุด ลดลง 258.80 จุด หรือ -1.13%

 

บรรยากาศการลงทุนถูกกดดันจากทั้งความไม่แน่นอนด้าน AI และนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างความผันผวนแก่ตลาดตลอดปีแรกที่กลับมาดำรงตำแหน่งสมัยสอง ล่าสุด ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสิน 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ปี 1977 โดยผู้นำสหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้า 15% เป็นการชั่วคราวกับสินค้านำเข้าทั่วโลก แม้ก่อนหน้านี้จะบรรลุข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศแล้วก็ตาม

 

ทอม เฮนลิน นักกลยุทธ์การลงทุนจาก U.S. Bank Wealth Management ระบุว่า คำถามเกี่ยวกับ AI มีสองประเด็นคือ ต้นทุนเท่าใดและใครบ้างที่จะถูกดิสรัปต์ ตลาดกำลังตอบสนองต่อพาดหัวข่าวในเชิง “ขายก่อน ประเมินทีหลัง” ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้น มากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

 

เฮนลินเพิ่มเติมว่า แม้คำตัดสินของศาลจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่ความไม่แน่นอนด้านภาษีที่ซ้อนทับกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงจาก AI นักลงทุนจึงต้องประเมินความเสี่ยงใหม่

 

ขณะเดียวกัน พายุฤดูหนาวที่รุนแรงซึ่งปกคลุมหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ส่งผลให้การเดินทางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอัมพาต สนามบินในเขตนครนิวยอร์กยกเลิกเที่ยวบิน 89-98% ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสายการบินร่วงไป 3.8% ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ร่วงลง 3.7% ขณะที่ดัชนีขนส่งดาวโจนส์ลดลง 2.9%

 

 

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ใกล้สิ้นสุดแล้ว โดยเหลือบริษัท 77 แห่งที่ยังไม่รายงานผล ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งจะประกาศงบการเงินในสัปดาห์นี้ นำโดย Nvidia ซึ่งจะรายงานในวันพุธ นอกจากนี้ยังมี Home Depot, Lowe's, Salesforce และ Universal Health Services

 

ทั้งนี้ บริษัทที่รายงานผลแล้ว พบว่า 73% มีกำไรดีกว่าคาด นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรรวมไตรมาส 4 ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 13.9% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าประมาณการ 8.9% เมื่อต้นปี

 

ในบรรดาหุ้นทั้ง 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มการเงินร่วงไป 3.3% ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์ร่วง 4.3% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบของ AI มีเพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับ ขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้น 2.6% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ภาพรวมหุ้นรายตัว

- ดัชนีหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับขึ้น 1.2% ได้แรงหนุนจากหุ้น Eli Lilly ที่พุ่ง 4.9% หลังผลการทดสอบพบว่ายาลด น้ำหนัก Zepbound ของบริษัท มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา CagriSema ของ Novo Nordisk

- หุ้น Domino's Pizza ปรับขึ้น 4.1% หลังยอดขายสาขาเดิมไตรมาส 4 สูงกว่าคาด

- หุ้น PayPal พุ่ง 5.8% หลังบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทได้รับความสนใจในการเข้าซื้อกิจการ 

 

ภาพรวมการซื้อขาย

ปริมาณการซื้อขายโดยรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,390 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,620 ล้านหุ้น

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 2.2 ต่อ 1 โดยมีหลักทรัพย์ทำจุดสูงสุดใหม่ 390 หลักทรัพย์ และทำจุดต่ำสุดใหม่ 204 หลักทรัพย์ ขณะที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 2.29 ต่อ 1

- ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 41 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 18 ตัว ส่วนดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 67 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 264 ตัว

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju