BAY ประเมินจีดีพีไทย ปี 69 เติบโต 2% ลดลงจากปี 68 ที่ เติบโต 2.4% เผยเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพ และ ต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน รับจีดีพีไทยโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกัน 8 ปี ด้านส่งออก คาดหดตัว -0.4% จากปี 68 เติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% หวังรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง ชี้การใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 70 ที่อาจล่าช้า และ กระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยในงาน Press Briefing หัวข้อ “2026 Economic Outlook: Between Headwinds and Hope” ว่า ปี 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงปะทะจากรอบด้าน ทั้งแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว การดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ในขณะที่การเมืองยังมีความไม่แน่นอน โดยนัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาล และ ความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
-เศรษฐกิจไทยในปี 69 เป็นปีของการประคองตัวมากกว่าจะเป็นปีของการเติบโตแบบเร่งตัว โดยวิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.0% ชะลอลงจากปี 68 ที่ขยายตัว 2.4% เนื่องจากเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านมีแนวโน้มแผ่วลง แม้ว่า การท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนยังมีโอกาสเติบโต โดยทิศทางของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญมีดังนี้ -ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ไม่เต็มศักยภาพ ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยในปี 69 คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากราว 33.0 ล้านคนในปี 68 โดยเครื่องชี้ที่สะท้อนการฟื้นตัว ได้แก่ จำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ไทยในช่วงฤดูหนาว 68/69 (ช่วงวันที่ 26 ตุลาคม 68 – 28 มีนาคม 69) ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง มีการขยายเส้นทางการบินใหม่ๆ จากทั้งจีนและอินเดีย -การฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 มีแนวโน้มต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ราว 40 ล้านคนเมื่อปี 62 สะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่กลับสู่ศักยภาพเดิม และ ความท้าทายจากโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังโควิด -การลงทุนภาคเอกชน แม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ แม้ภาคธุรกิจเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นช้า แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และ ดำเนินโยบายสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมฯ จาก BOI ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 68 นำโดย FDI ที่อาจไหลเข้าประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และ พลังงานหมุนเวียน -การผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่า จะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง ดังนั้น ในปี 69 การลงทุนภาคเอกชนจึงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป -ภาคส่งออก คาดชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เต็มปี แม้มีแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อยู่บ้าง โดยภาคส่งออกเคยได้แรงหนุนชั่วคราวในปี 68 จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้ (Front-loading) แต่ในปี 69 การส่งออกสินค้าของไทยจะได้รับผลกระทบตลอดทั้งปี จากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง -องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า ปริมาณการค้าโลกปี 69 จะชะลอตัวลง โดยขยายตัวเพียง 0.5% จากที่เคยขยายตัว 2.4% ในปี 68 ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ ความต้องการสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่า จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน โดยคาดว่า การส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากเติบโตสูงเกินคาดที่ 12.7% ในปี 68 
-การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยหลังการฟื้นตัวจากโควิด มีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของจีดีพี ประกอบกับ รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่หลังโควิดยังเติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนการจ้างงานอาจได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของภาคส่งออก -มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมาโครงการ เช่น แจกเงินหมื่น โครงการคนละครึ่ง พลัส และ โครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่เน้นการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งเมื่อหมดแรงส่งจากมาตรการดังกล่าวครัวเรือนจึงจำเป็นต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติ ซึ่งยังเติบโตช้าและไม่แข็งแรงพอจะหนุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง การบริโภคภาคเอกชนในปี 69 จึงมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาจช่วยพยุงการบริโภคได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 69 -ข้อจำกัดทางการคลังอาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง แม้ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สร้างความหวังเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง สะท้อนจากแผนลดการขาดดุลงบประมาณ จาก 4.5% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 68 เหลือ 4.4% ในปีงบฯ 69 และ 3.9% ในปีงบฯ 70 -งบกลางของรัฐบาลของปีงบฯ 69 มีเงินคงเหลือเพียงราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจำกัดการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งรอบที่ผ่านมาใช้งบราว 4.4 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 70 ที่อาจล่าช้า และ กระทบการเบิกจ่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี -อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดเพิ่มขึ้นเป็น 0.2% ในปี 69 จากที่ติดลบ -0.1% ในปี 68 โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะเริ่มกลับเข้าสู่แดนบวกได้ในช่วงกลางปี 69 แต่ยังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากคาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกโดยเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวโน้มจะคงมาตรการบรรเทาค่า ครองชีพด้านพลังงานต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัดแรงกดดันด้านราคาโดยตรง -ในเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และ สภาพคล่องที่ตึงตัวจากการหดตัวของสินเชื่อ โดยประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอ และ ให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด 
“เศรษฐกิจไทยถือว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ และ ต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน โดยจีดีพีไทยโตต่ำกว่า 3% ติดต่อกันมา 8 ปีแล้ว ซึ่งปีนี้เป็นปีแห่งการประคองตัว ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน แต่ก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่พอจะเป็นความหวังได้ โดยเศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และ อุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยง และ ความท้าทายสำคัญหลายด้าน ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และ ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัว หลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 69” -แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียนในปี 69 คาดจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงก่อนหน้า รวมถึงการท่องเที่ยวที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ คาดว่า การส่งออกจะได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีขาขึ้นของโลก แม้อาจจะชะลอลงบ้างหลังการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ -อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าการลงทุนทั่วโลก ผนวกกับความท้าทายจากปัจจัยเฉพาะในประเทศ โดยเฉพาะความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของภาครัฐในอินโดนีเซีย และ การปราบปรามการทุจริตในฟิลิปปินส์ที่อาจกดดันการลงทุนภาครัฐ และ ความเชื่อมั่นภาคเอกชนต่อเนื่อง -การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนในระยะปานกลาง แม้ความได้เปรียบด้านต้นทุนของภูมิภาคนี้จะลดถอยลงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และ ความเสี่ยงจากการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ แต่จุดแข็งเฉพาะตัวและนโยบายเร่งพัฒนาปัจจัยเชิงคุณภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงอานิสงส์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค ภายใต้กระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน สะท้อนว่า อาเซียนยังคงมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน และ ความเสี่ยงในระยะข้างหน้า 
|