| “กอบศักดิ์” ชี้กู้ 4 แสนล้านต้องใช้ให้คุ้ม เน้นพลังงานลดพึ่งพาต่างชาติ จับตา BBL ปรับประมาณการจีดีพีใหม่จากปัจจุบันโต 1.5%-2.0% ห่วงสงครามตะวันออกกลางยังไม่แน่นอนสูง กังวลราคาน้ำมันพุ่งเริ่ม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดูแลและเยียวยา หัวใจสำคัญของการออกร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน ครั้งนี้ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบให้เงินกู้นี้มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้เม็ดเงินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมองว่ามี 2 ทางเลือกที่จะสามารถทำได้ 1.การใช้เม็ดเงินเพื่อตรึงราคาน้ำมันไว้ในอัตราที่ต่ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าทางเลือกนี้จะใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล 2.เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว และยังเป็นการลงทุนมากกว่าการใช้เงินเพื่อช่วยเหลือด้านการบริโภคของประชาชนเพียงอย่างเดียว ในเม็ดเงินจำนวนเดียวกัน ประเด็นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะนั้น ส่วนตัวเห็นว่ายังไม่ควรมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี โดยอยากให้รัฐบาลพยายามใช้เงินเท่าที่จำเป็น ภายใต้ข้อจำกัดที่มีในขณะนี้ เป้าหมายในการใช้เงินกู้ของรัฐบาล 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานทางเลือกถือเป็นระดับที่เหมาะสม เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบอย่างไร ดังนั้นมองว่าการที่ไทยพยายามจะลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด ถือเป็นเรื่องสำคัญ “การใช้เม็ดเงินในด้านอื่น ๆ อาจจะต้องมานั่งคิดให้ดี ๆ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การใช้เงินนำไปสู่การสร้างประโยชน์สำหรับประเทศให้ได้มากที่สุด” นายกอบศักดิ์ กล่าว ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องดำเนินการบ้าง เพราะในระยะต่อไปผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของไทยจะอ่อนแอลง ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากการที่สายการบินเริ่มประกาศลดเที่ยวบิน ซึ่งจะมีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไทยให้ลดลงอย่างแน่นอน ขณะที่ภาคการส่งออกในระยะต่อไปอาจจะมีปัญหามากขึ้น ดังนั้นหากปัจจัยเศรษฐกิจมีทิศทางในลักษณะนี้ ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างบางส่วน เพื่อประคับประคองให้ประชาชนยังอยู่ได้ เพียงแต่ว่าจะต้องพิจารณาให้ดีกว่าจะเลือกกระตุ้นในส่วนไหน อย่างไรที่จะเกิดประโยชน์สูงที่สุด ธนาคารกรุงเทพ ประเมินไว้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ไว้ที่ 1.5%-2.0% ซึ่งเป็นตัวเลขคาดการณ์ตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยยังไม่ได้รวมการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงินฯ วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท และจะมีการปรับประมาณการอีกรั้งในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งระหว่างนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด |