บทความ ก.ล.ต. เมื่อหนึ่งในคำตอบของการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน คือ การคัดกรองคุณภาพหุ้น IPO

รูป บทความ ก.ล.ต.  เมื่อหนึ่งในคำตอบของการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน คือ การคัดกรองคุณภาพหุ้น IPO

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 เม.ย. 69 11:51 น.

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อหนึ่งในคำตอบของการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุน คือ การคัดกรองคุณภาพหุ้น IPO

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจมีการตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนบริษัทที่เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย โดยการออกและเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering: IPO) ดูเหมือนจะน้อยลงกว่าแต่ก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของหุ้น IPO ในตลาดทุนทั่วโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง* สำหรับสถานการณ์ของตลาดทุนในประเทศไทยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากทิศทางของเศรษฐกิจ แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งที่ผู้ลงทุนอาจยังไม่ทราบคือ ตัวเลขที่ลดลงนั้น บางส่วนเกิดจากการกระบวนการคัดกรองคุณภาพหุ้น ที่ ก.ล.ต. มุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการพิจารณาอนุญาตหุ้น IPO และไม่ปล่อยผ่านบริษัทที่ยังไม่มีความพร้อมในการระดมทุนจากประชาชน

ในปี 2566 – 2568 มีบริษัทที่ได้ยื่นคำขอเสนอขายหุ้น IPO หรือไฟลิ่ง ยื่นถอนคำขออนุญาตกว่า 40 ราย หลังจากยื่นคำขอและได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในเบื้องต้นรวมถึงมีการปรึกษากับ ก.ล.ต. (pre-consult) โดยปัจจัยหลักมาจากบริษัทมีระบบควบคุมภายในที่อาจยังไม่รัดกุมเพียงพอ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประเด็นในด้านระบบบัญชี เป็นต้น นัยยะของตัวเลขการถอนคำขอนี้จึงสะท้อนถึงมาตรฐานการคัดกรองที่ชัดเจนและจริงจัง เพื่อไม่ให้บริษัทที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ตลาดซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนในอนาคต

แม้จำนวนหุ้น IPO จะลดลงตามสภาพตลาด รวมถึงผลจากการคัดกรองที่เข้มข้นและยกระดับคุณภาพสูงขึ้นเพื่อเป้าหมายสำคัญคือ การรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และคุณภาพของตลาดทุนไทยในระยะยาว โดย ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริษัทที่เข้าจดทะเบียน มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวน IPO และมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลระหว่างปริมาณและคุณภาพของบริษัทในตลาดทุน อย่างไรก็ดี หากมองย้อนกลับไป ก.ล.ต. ได้มีการอนุมัติหุ้น IPO ไปแล้วมากกว่า 100 บริษัทในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกันเมื่อเห็นถึงสัดส่วนของบริษัทที่ยื่นถอนคำขออนุญาตในระดับที่ค่อนข้างสูง ก.ล.ต. ก็เห็นความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานและสร้างความตระหนักรู้ในความรับผิดชอบของฝ่ายจัดการ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งมีส่วนทำให้บริษัทมีระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ก.ล.ต. จึงได้กำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับและส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในและระบบควบคุมภายใน พร้อมกับมีแผนที่จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุญาต IPO ด้วยเช่นกัน

แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 ในด้านการส่งเสริมการระดมทุน มีเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาและกระบวนการในการพิจารณาอนุญาตให้มีความกระชับมากขึ้น (Streamline IPO process) รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่น และเน้นการให้ความสำคัญในด้านคุณภาพผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ (Merit-based) ซึ่ง ก.ล.ต. จะทำหน้าที่คัดกรองว่าบริษัทมีคุณสมบัติด้านต่าง ๆ เพียงพอที่จะระดมทุนจากสาธารณะ เช่น ผลประกอบการ โครงสร้างกิจการ ความโปร่งใส เป็นต้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาแนวทางให้สอดคล้องกับตลาดทุนสากลที่เน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน (Disclosure-based) โดยยังคงหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม รวมถึงถอดบทเรียนและปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาทบทวนกระบวนการ เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความพร้อม มีธรรมาภิบาล และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ทำให้ตลาดทุนสามารถเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับบริบทของโลก

นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมแผนที่จะออกมาตรการมุ่งเป้าเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัท SMEs ที่แข็งแรงและมีความพร้อม รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่าเป็น New Growth ให้สามารถเข้ามาในตลาดทุนได้ โดย ก.ล.ต. และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศทั้งชมรมวาณิชธนกิจ ตลาดหลักทรัพย์ และ Stakeholder จะมีการประสานความร่วมมือเพื่อวางแนวทางการปรับปรุงพัฒนาต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าจดทะเบียน รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพกระบวนการกำกับดูแล เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศมีความพร้อมและความต้องการระดมทุนเพิ่มมากขึ้น ตลาดทุนไทยจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับบริษัทที่ต้องการระดมทุน

สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจการลงทุนในหุ้น IPO กระบวนการเหล่านี้มีความหมายชัดเจน นั่นคือ หุ้นทุกตัวที่ผ่านการพิจารณาอนุญาตในการออกและเสนอขายจาก ก.ล.ต. ผ่านการตรวจสอบมาแล้วหลายชั้น ทั้งจากที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้สอบบัญชี และ ก.ล.ต. เอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนทุกครั้งจะปราศจากความเสี่ยง เพราะปัจจัยด้านธุรกิจ การแข่งขัน และภาวะเศรษฐกิจยังคงมีบทบาทสำคัญเสมอ สิ่งที่ระบบนิเวศนี้ทำได้ดีที่สุดคือ การช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทที่จะเลือกลงทุนนั้นมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและโปร่งใสพอจะเป็นบริษัทมหาชนที่ระดมทุนจากประชาชนได้ ส่วนที่เหลือ ก็อยู่ที่การวิเคราะห์และพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ลงทุน


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย