สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติ 219 ต่อ 211 เสียง คัดค้านการใช้มาตรการทางการค้าในการเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพื่อลงโทษแคนาดา ภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 6 คนร่วมกับสมาชิกเดโมแครตเกือบทั้งพรรคลงมติคัดค้าน ผลการลงมติในครั้งนี้ถือเป็นการลงมติเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญและเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในสภาฯ ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ขณะที่ญัตติดังกล่าวมีโอกาสผ่านความเห็นชอบในวุฒิสภาสูง หลังจากวุฒิสภาเคยลงมติสองครั้งเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรัมป์เรียกเก็บภาษีกับแคนาดา แม้รีพับลิกันจะมีที่นั่งมากกว่าก็ตาม สภาผู้แทนราษฎรผ่านญัตตินี้เพียงหนึ่งวันหลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกัน 3 คนจับมือกับเดโมแครตโหวตคว่ำแผนของแกนนำพรรครีพับลิกันที่พยายามสกัดไม่ให้สภาฯ เดินหน้าพิจารณามาตรการคัดค้านภาษีของทรัมป์ เกรกอรี มีคส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครต จากรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติครั้งนี้กล่าวว่า เป้าหมายคือการลดค่าครองชีพสำหรับชาวอเมริกัน และโต้แย้งข้อกล่าวอ้างเรื่องยาเสพติดซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นภาวะฉุกเฉินและใช้เป็นเหตุผลในการเก็บภาษีกับแคนาดา “แคนาดาไม่ใช่ภัยคุกคาม แคนาดาเป็นเพื่อนของเรา เป็นพันธมิตรของเรา” ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน รวมถึงผลกระทบของมาตรการภาษีต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ Yale Budget Lab ระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า มาตรการภาษีของรัฐบาลทรัมป์ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อครัวเรือนสหรัฐฯเพิ่มขึ้นราว 1,400 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ Tax Foundation ประเมินว่าต้นทุนดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อครัวเรือนในปี 2025 และจะเพิ่มเป็น 1,300 ดอลลาร์ในปีนี้ ตามรายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ญัตตินี้มีโอกาสน้อยมากที่จะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพราะหากทรัมป์ใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต จะต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้สองในสามของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อคว่ำวีโต ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยาก เนื่องจากสมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมลงคะแนนสวนทางกับทรัมป์ ที่มา Reuters 
|