สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 25 พ.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 16.40 บาท | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 16.00 บาท | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 16.00 บาท | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 15.20 บาท | | บล.พาย | ถือ | 15.00 บาท | | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ถือ | 13.50 บาท | สรุปปัจจัยบวก+ แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 (2Q26) จ่อพีคและฟื้นตัวแข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ หนุนหลักจากรายได้เงินปันผลรับจาก GULF จำนวนสูงพิเศษราว 500 - 736 ล้านบาท (3.25 บาท/หุ้น) พร้อมกับรายได้งานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) + Backlog อยู่ในระดับสูงและแข็งแกร่ง ปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.22 - 1.23 แสนล้านบาท (รองรับรายได้ล่วงหน้าได้นาน 3 - 3.5 ปี) พร้อมตั้งเป้า New Backlog ปี 2569 ที่ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไตรมาส 1/69 ทำได้แล้ว 6,781 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14% (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ไตรมาส 1/69 แข็งแกร่งกว่าคาด ทำได้ที่ 7.8% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายทั้งปีของบริษัทที่ตั้งไว้ที่ 7.0% สะท้อนถึงการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนที่ดี (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ) + กลยุทธ์ล็อกต้นทุนและบริหารความเสี่ยงมีประสิทธิภาพ มีการจ้างผู้รับเหมาช่วง 50-60%, ล็อกราคาเหล็กไว้แล้ว 80-90% ตั้งแต่ต้นปี และตรึงราคาสัญญา RMC นาน 6-12 เดือน รวมถึงงานภาคเอกชนสามารถเจรจาแบ่งภาระต้นทุนกับเจ้าของงานได้ (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) + ได้รับอานิสงส์จากการปรับเกณฑ์ K-factor ของรัฐบาล (มีผล ก.พ.-ก.ย. 2526 และย้อนหลังได้) โดยปรับลดกรอบชดเชยจาก ±4% เหลือ ±2% ช่วยให้ผู้รับเหมาได้รับการชดเชยต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นได้เร็วขึ้น (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + โอกาสการเติบโตสูงในงานเอกชนและ Data Center ปัจจุบันมีงาน Data Center อยู่ระหว่างก่อสร้าง 4 แห่ง มูลค่ารวม 1.55 - 1.96 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสประมูลเพิ่มอีก 3 แห่ง มูลค่าราว 2.25 หมื่นล้านบาท จากทั้งลูกค้าสหรัฐฯ และจีน (เช่น TikTok) โดยการแข่งขันยังไม่รุนแรงเนื่องจากมีผู้รับเหมาไทยเพียง 3 รายที่มีมาตรฐานรองรับ (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) +รับรู้ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากบริษัทร่วมลดลงอย่างมาก (ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 30 ล้านบาท ลดลง 78% YoY) เนื่องจากไม่มีการรับรู้ผลขาดทุนจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพูแล้ว หลังปรับวิธีบันทึกบัญชีเป็นการรับรู้เงินปันผลแทน (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย) + การลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Ventures) เดินหน้าตามแผน ตั้งเป้าลงทุน 3,000 ล้านบาทในปี 2569 ครอบคลุมดีล Data Center, พลังงานหมุนเวียน, โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงธุรกิจขายน้ำผ่านบริษัทใหม่ EWS (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + ข้อพิพาทหนี้โครงการ CFP เสร็จสิ้นแล้ว และหลังจากนี้จะไม่มีการตั้งสำรองเพิ่มอีก (บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) สรุปปัจจัยลบ- ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนวัสดุก่อสร้าง (CONMAT) ยังคงกดดัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์สงครามอิหร่านและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น (บล.ทิสโก้, บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ) - มีการปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 - 2570 โดยปรับลดสมมติฐาน Gross Margin ลงเหลือ 7% (จากเดิม 7.2%) และเพิ่มสัดส่วน SG&A/Revenue เป็น 3.8% (จากเดิม 3.3%) เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปี 2569 ใหม่ลดลง 12% อยู่ที่ 1.64 พันล้านบาท (-16% YoY) (บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและกฎระเบียบ ได้แก่ ความล่าช้าในการก่อสร้าง, ความล่าช้าจากการอนุมัติของ ครม., ความเครียดทางการเงินของผู้รับเหมาช่วง, การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงโอกาสในการชนะโครงการน้อยกว่าคาด (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) - ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็วเกินไป (YTD ปรับขึ้นแล้ว +124%) ทำให้ราคาหุ้นในปัจจุบันค่อนข้างสะท้อนปัจจัยบวกและความคาดหวังโครงการใหม่ไปมากแล้ว อัพไซด์เริ่มจำกัด (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย) - ความไม่แน่นอนของโครงการขนาดใหญ่ โครงการสนามบินอู่ตะเภา (UTA) ยังคงรอความชัดเจนจากการเจรจา EEC เพื่อขอลดขนาดเทอร์มินัลเฟสแรก และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินอาจมีสะดุดหรือถูกปรับเปลี่ยนระบบ (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|