ราคาทองคำและโลหะเงินยังคงร่วงลงต่อเนื่องในวันจันทร์ (2 ก.พ.) หลังเผชิญแรงเทขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไร หลังจากโลหะมีค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ราคาทองคำตลาดสปอตร่วงราว 6% มาอยู่ที่ 4,538 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากดิ่งเกือบ 10% ในวันศุกร์ ซึ่งราคาหลุดระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ด้านราคาโลหะเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้พุ่งขึ้นแรงจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและกระแสเก็งกำไร ยังคงถูกกดดันต่อเนื่อง หลังดิ่งลงถึง 30% เมื่อวันศุกร์ ทำสถิติการร่วงลงหนักสุดในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 1980 ณ เวลา 15.35 น. ตามเวลาไทย ราคาโลหะเงินในตลาดสปอต ร่วงลงกว่า 7.9% แตะที่ 77.87 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากร่วงไปกว่า 12% แตะที่ 74.36 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 12.52 น. นักวิเคราะห์ระบุว่า การปรับฐานรอบนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มุมมองเชิงบวกต่อการปรับลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ถูกกลบด้วยความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่แทนเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพ.ค. โฆเซ ตอร์เรส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Interactive Brokers ระบุว่า “เทรนด์ Buy America กลับมาอีกครั้ง และแรงเก็งกำไรเรื่องความเป็นอิสระของเฟดที่เคยดันราคาทองคำและโลหะเงินขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ 5,600 ดอลลาร์และ 122 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี กำลังเริ่มคลายตัวลง” 
ขณะที่ คริสโตเฟอร์ ฟอร์บส์ หัวหน้าฝ่ายเอเชียและตะวันออกกลางของ CMC Markets กล่าวว่า การร่วงลงแรงของราคาทองคำสะท้อนการปรับฐานตามปกติหลังจากพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว ปัจจัยจากแรงขายทำกำไร เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดจากสหรัฐฯ ได้ช่วยลดความร้อนแรงของการเก็งกำไรในตลาด” ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งวัดความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก ปรับขึ้นราว 0.8% นับตั้งแต่วันพฤหัสบดี โดยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ทำให้ราคาทองคำ ซึ่งซื้อขายด้วยเงินดอลลาร์มีความน่าสนใจลดลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ ซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนในรูปอัตราดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฟอร์บส์ระบุว่า ในระยะสั้น ราคาทองคำจะยังคงอยู่ในระดับสูงท่ามกลางความผันผวน ขณะที่ตลาดรอความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของวอร์ช ขณะที่ราคาโลหะพื้นฐานอื่นปรับตัวลงเช่นกัน โดยราคาทองแดงในตลาด LME ร่วงลงถึง 5.7% ขณะที่สัญญาซื้อขายโลหะหลายชนิดในจีนร่วงลงจนแตะระดับ Limit Down ของวัน นักวิเคราะห์และนักลงทุนแสดงความกังวลว่า การคาดการณ์ว่าเฟดอาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นแรงเทขายในวันนี้ รวมถึงภาวะการลงทุนที่แออัดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านทิม วอเตอร์เรอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ KCM Trade กล่าวว่า “การร่วงลงของทองคำและเงินกำลังส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดอื่น ๆ” ด้านตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบสองวันนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2025 โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกเทขาย ท่ามกลางความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว และการลงทุนด้าน AI ที่สูง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีเอเชียของ MSCI ร่วงลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. โดยตลาดหุ้นฮ่องกงและเกาหลีใต้เผชิญแรงเทขายหนักสุด ส่งผลให้ดัชนี Hang Seng ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดที่ 26,775.57 จุด ร่วงไป 611.54 จุด หรือ -2.23% และดัชนี Kospi ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปิดที่ 4,949.67 จุด ร่วงลง 274.69 จุด หรือ -5.26% ที่มา CNBC, Bloomberg และ Investing 
|