กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือนม.ค. ขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งปี หลังจากภาคธุรกิจกลับมาสั่งซื้อสินค้ารอบใหม่หลังช่วงวันหยุดยาว อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นชั่วคราว โดยผู้ผลิตยังคงแสดงความกังวลถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) ระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 12 เดือนที่ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2022 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิต ซึ่งมีสัดสัดส่วนราว 10.1% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ดัชนี PMI อยู่ที่ระดับ 47.9 ในเดือนธ.ค. และเผชิญกับการหดตัวติดต่อกันนานถึง 10 เดือน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจความเห็นคาดการณ์ว่า PMI จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 48.5 เท่านั้น ซูซาน สเปนซ์ ประธานคณะกรรมการสำรวจภาคธุรกิจการผลิตของ ISM ระบุว่า นอกเหนือจากการกลับมาสั่งซื้อหลังช่วงวันหยุดแล้ว การซื้อบางส่วนดูเหมือนจะเป็นการเร่งสต็อกสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาสินค้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาภาษีนำเข้าที่ยังไม่จบ อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสำรวจของ ISM มีมุมมองไปในทิศทางลบ มากกว่าบวกอย่างชัดเจน โดยผู้ตอบแบบสอบถามบางรายระบุว่า เริ่มเห็นกระแสต่อต้านสินค้าจากสหรัฐฯ ในหมู่ผู้ซื้อ ขณะที่บางส่วนกล่าวว่านโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้การวางแผนล่วงหน้าทำได้ยาก ผลสำรวจระบุว่า ในเดือนที่ผ่านมา มี 9 อุตสาหกรรมที่รายงานการเติบโต ได้แก่ โลหะขั้นต้น, อุปกรณ์การขนส่ง และเครื่องจักร ขณะที่อีก 8 อุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะหดตัว อาทิ โรงงานสิ่งทอ, อุปกรณ์ไฟฟ้า, เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน รวมถึงการผลิตสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ทั้งนี้ ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ตามที่ทรัมป์คาดหวังจากการใช้มาตรการภาษี โดยการจ้างงานในภาคการผลิตลดลง 68,000 ตำแหน่งในปี 2025 ขณะที่ผลผลิตจากโรงงานหดตัวในอัตรา 0.7% ต่อปีในไตรมาสที่ 4 ตามข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างไรก็ดี ยังมีบางภาคส่วนที่แข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จากแรงหนุนของกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มา Reuters 
|