นักวิเคราะห์บลูมเบิร์กคาด ธปท.คงดอกเบี้ยต่อ หลังจีดีพีไทย Q4/68 โตแกร่ง

รูป นักวิเคราะห์บลูมเบิร์กคาด ธปท.คงดอกเบี้ยต่อ หลังจีดีพีไทย Q4/68 โตแกร่ง

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -17 ก.พ. 69 14:49 น.

 

นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 25 ก.พ. ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแกร่งเกินคาด ขณะที่การเลือกตั้งล่าสุดอาจช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง

 

นางทามารา มาสต์ เฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์ก ระบุว่า “ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของไทยเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จะยังคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ การฟื้นตัวที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับสัญญาณจากการเลือกตั้งล่าสุดอาจช่วยเสริมเสถียรภาพทางการเมือง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ธปท.ตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยต่อ โดยเฉพาะเมื่อเหลือพื้นที่ในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก แต่แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 ยังอ่อนแอ จึงมีโอกาสเห็นการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้”

 

ก่อนหน้านี้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ในเดือนธ.ค. 2568 นับเป็นการลดครั้งที่ 5 นับจากเดือนต.ค. 2567 เพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดยนักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของบลูมเบิร์กคาดว่า ธปท.อาจลดดอกเบี้ยอีกครั้งในไตรมาสแรกปีนี้ ก่อนชะลอการลดออกไป

 

ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยวานนี้ (16 ก.พ.) ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นหลังขยายตัว 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 68 และ เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 68 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ที่ 1.9% (QoQ_SA) รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 ทั้งนี้ ตัวเลขจีดีพีในช่วงไตรมาส 4 สูงกว่าประมาณการในผลสำรวจของบลูมเบิร์ก ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 1.9%

 

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่า จะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน, การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

 

ทางด้าน Capital Economics มีมุมมองระมัดระวังกว่า ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทาย ทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง เช่น พื้นที่การคลังที่มีอย่างจำกัด หนี้ครัวเรือนที่สูง รวมถึงสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI ที่ยังค่อนข้างน้อย

 

ชีวาน แทนดอน นักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics ระบุว่า แม้การขยายตัวในไตรมาสล่าสุดจะกระจายตัวในหลายภาคส่วน แต่คาดว่าอัตราการเติบโตจะอ่อนตัวลงอีก และไทยอาจยังเป็นประเทศที่เติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคปีนี้

 

 

ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่น

ตัวเลขจีดีพีล่าสุดถือเป็นแรงหนุนต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งขนะการเลือกตั้ง โดยนายอนุทินประกาศจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและค่าครองชีพ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนและการจ้างงาน

 

สศช.ประเมินว่า การผ่อนคลายข้อจำกัดทางการค้าจะช่วยหนุนการส่งออกในปีนี้ ขณะที่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะสนับสนุนภาคบริการ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการรวมจะขยายตัว 2.1% ชะลอลงจาก 9.2% ในปี 2568 แต่สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 1.1%

 

ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากอัตราเงินเฟ้อต่ำและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย คาดว่าจะอยู่ในช่วง -0.3 ถึง 0.7% ในปี 2569

 

เศรษฐกิจไตรมาสล่าสุดปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของรัฐบาล โดยการลงทุนไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 8.1% จาก 1.4% ในไตรมาส 3 ส่วนการบริโภคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.3% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัว 1.3% หลังหดตัวในไตรมาส 3

 

ธนาคาร Oversea-Chinese Banking Corp. ระบุว่า ไทยเป็นอีกประเทศในภูมิภาคที่เศรษฐกิจขยายตัวดีกว่าคาด โดยก่อนหน้านี้สิงคโปร์และมาเลเซียทำผลงานปี 2568 ดีกว่าคาดเช่นกัน แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่กระแสความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ได้ช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

 

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตช้ากว่าประเเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเผชิญปัญหาหนี้พุ่ง ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น และการหดตัวของแรงงาน โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ราว 2% ต่อปี ต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์กว่าครึ่ง และต่ำกว่าเวียดนามเกือบสี่เท่าตัว

 

ที่มา Bloomberg

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju