ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันศุกร์ (23 ม.ค.) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนลบ ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนอ่อนแรงลง หลังหุ้น Intel ปรับตัวร่วงหนักจากการคาดการณ์ผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,098.71 จุด ลดลง 285.30 จุด หรือ 0.58% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,915.61 จุด ขยับขึ้นเล็กน้อย 2.26 จุด หรือ 0.03% ส่วนดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,501.24 จุด เพิ่มขึ้น 65.23 จุด หรือ 0.28% อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีแนสแดคจะปิดบวกในวันศุกร์ แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.53% ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.36% และดัชนีแนสแดค ปรับลดลง 0.06% ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 มี 7 กลุ่มที่ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มวัสดุปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 0.9% ส่วนดัชนีกลุ่มพลังงานปรับขึ้น 0.6% ในวันศุกร์ ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันและยังเป็นกลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในรอบสัปดาห์ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี 2026 กลุ่มพลังงานปรับขึ้นแล้ว 10.1% สูงกว่ากลุ่มอื่นทั้งหมด ก่อนหน้านี้ ดัชนีหลักทั้ง 3 ของวอลล์สตรีทฟื้นตัวใน 2 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากเผชิญแรงขายอย่างหนักในวันอังคาร จากความวิตกต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับชาติพันธมิตรยุโรป เพื่อกดดันให้ยอมรับเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกรีนแลนด์ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่า ความผันผวนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดจะร่วงลงอยู่ในกรอบจำกัดก็ตาม ขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง โดยเจสัน แบล็กเวลล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Focus Partners Wealth กล่าวว่า จากมุมมองของนักลงทุน เขายังรู้สึกค่อนข้างมั่นใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยอมรับว่าความผันผวนเป็นสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ เนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในปี 2026 
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มออกมาแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี พร้อมเสริมว่า แม้จะยังมองภาพรวมในเชิงบวก แต่ก็ต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนและเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงที่เหลือของปี แรงกดดันสำคัญต่อบรรยากาศตลาดในวันศุกร์ มาจากหุ้น Intel ซึ่งร่วงลงถึง 17% หลังบริษัทคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาสถัดไป ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยระบุว่า ยังเผชิญความยากลำบากในการตอบสนองความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลด้านปัญญาประดิษฐ์ นักวิเคราะห์และนักลงทุนจำนวนมากมองว่าปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่กระแสความคึกคักด้านปัญญาประดิษฐ์ และการลงทุนด้านเงินทุนจำนวนมหาศาล จะต้องเริ่มสะท้อนออกมาเป็นรายได้ของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากยังคงซื้อขายกันที่ระดับมูลค่าสูง จูเลียน แม็กมานัส ผู้จัดการพอร์ตการลงทุน Global Alpha Equity ของ Janus Henderson ระบุว่า ผลประกอบการล่าสุดของ TSMC ผู้ผลิตชิป AI ขั้นสูงรายใหญ่ที่สุดของโลก อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน พร้อมชี้ว่า นักลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ตลาดต้องการเห็นผลงานจริง โดยบริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องแสดงการเติบโตของรายได้เพื่อรองรับการปรับขึ้นของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า ช่วงนี้จะเป็นการแบ่งแยกระหว่างบริษัทที่ทำได้ตามความคาดหวังกับบริษัทที่ทำไม่ได้ และในมุมมองส่วนตัว เขามองว่า Intel จะไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ประเด็นดังกล่าวจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งบริษัทในกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) หลายแห่ง เตรียมประกาศผลประกอบการ รวมถึง Apple, Tesla และ Microsoft ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย Microsoft, Meta และ Amazon ปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1.7-3.3% ขณะที่หุ้น Nvidia เพิ่มขึ้น 1.5% หลังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่จีนได้แจ้งต่อ Alibaba, Tencent และ ByteDance ว่าสามารถเตรียมสั่งซื้อชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ได้ ที่มา Reuters 
|