ส.อ.ท.ชี้ดัชนีเชื่อมั่น ม.ค.69 ขยับสู่ 88.7 หนุนจีดีพีโต 3% หากไร้คอร์รัปชัน

รูป ส.อ.ท.ชี้ดัชนีเชื่อมั่น ม.ค.69 ขยับสู่ 88.7 หนุนจีดีพีโต 3% หากไร้คอร์รัปชัน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -18 ก.พ. 69 11:47 น.

 


ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ม.ค.69 ปรับเพิ่มต่อเนื่องแตะ 88.7% รับแรงหนุนผลิต-ท่องเที่ยว-ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC พร้อมส่งสัญญาณบวกต่อศก.ปี 69 มีลุ้นโต 3% ตามเป้ารัฐบาล หากเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง และยึดหลัก Zero Corruption

 

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.วิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการ ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 พร้อมมีมุมมองต่อภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ว่ามีโอกาสโตได้ 3% ตามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตั้งเป้า โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้


- ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม มกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568


- ดัชนีฯ ยังสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมกลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติ หลังวันหยุดต่อเนื่องปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์


- ส่วนการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ และมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น การเปิดเส้นทางบินตรงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่น


- การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มอุปสงค์ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์


- กิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย จากข้อตกลงหยุดยิง


- ระหว่างไทยและกัมพูชา ช่วยให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ


- เดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 มกราคม 2569 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า


- การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณี
ว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย


- สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง จากการเผาในที่โล่งโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพ
ของประชาชน


- ส่วนการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ


- จากผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,300 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่ม ส.อ.ท. ในเดือนมกราคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 60.2% นโยบายภาครัฐ 39.2% ราคาพลังงาน 27.1% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.3% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 16.5%


 


- ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก58.2% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 52.4% ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธันวาคม2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และของฝาก


- การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ช่วยดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพรวม


- ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป


ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

 

1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

 

2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่โล่ง ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม



3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย


ส.อ.ท. หนุนภาครัฐดันศก.ให้โต 3% ตามเป้า หากไม่มีคอร์รัปชั่น


- มองโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดในช่วงไตรมาส 4/68 ที่ผ่านมา หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาและเดินหน้าต่อ จะเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทย


- จากกรณีที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไว้ที่ 3% ซึ่งหากดำเนินการต่อเนื่องในรัฐบาลชุดใหม่นี้ มองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้ตามเป้า ซึ่งกกร.ยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ โดยสิ่งสำคัญคือต้องไม่มีคอร์รัปชั่น และรัฐบาลพร้อมรับฟังภาคเอกชนร่วมกัน โดยคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะรับรองได้ในช่วงมิถุนายนนี้


"ท่านเอกนิติประกาศนโยบาย 10 พลัสไว้ และจะพลักดันจีดีพีไทยให้โต 3% ให้ได้ กกร.สนับสนุนเต็มที่ ซึ่งตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/68 ออกมาดีกว่าคาด ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ภาครัฐบาลลงมาคุยกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และรับข้อเสนอแนะของส.อ.ท.ไว้ ซึ่งผมมั่นใจว่าหากใช้กลไกเหมือนเดิมและให้ภาคเอกชนใกล้ชิด เราจึงมองโลกแง่บวกเป็นกำลังใจให้รัฐบาลใหม่ ซึ่งเรายินดีทำงานร่วมกับภาครัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโตขึ้น 3% ถ้าไม่เกิดวิกฤติทางการเมืองอื่นๆ ที่สำคัญหากมี Zero corruption " นายนาวากล่าว






แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ชุติมา อภิชัยสุขสกุล

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย