รัฐบาลอิหร่านระบุว่า ยังคงเปิดช่องทางการสื่อสารกับสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาวิธีตอบโต้การปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศของอิหร่าน ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ท่ามกลางการเพิ่มแรงกดดันด้านการทหาร โดยผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ จะเผชิญภาษีใหม่ 25% สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า “คำสั่งนี้ถือเป็นที่สิ้นสุดและเด็ดขาด” โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ถึงอำนาจทางกฎหมายที่จะใช้ในการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว หรือจะมุ่งเป้าไปยังคู่ค้าของอิหร่านทั้งหมดหรือไม่ ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติในนิวยอร์ก ปฏิเสธให้ความเห็นต่อการประกาศภาษีของทรัมป์ โดนอิหร่านซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อย่างหนักอยู่แล้ว ส่งออกน้ำมันส่วนใหญ่ไปยังจีน โดยมีตุรกี อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย เป็นคู่ค้าหลัก ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนผู้นำอิหร่านว่า สหรัฐฯ จะโจมตีหากกองกำลังความมั่นคงใช้อาวุธปืนกับผู้ประท้วง และอาจพบเจ้าหน้าที่อิหร่าน โดยระบุว่ากำลังติดต่อกับฝ่ายค้านของอิหร่าน ปัจจุบัน อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค กำลังลดลงอย่างมาก และเผชิญการประท้วงอย่างดุเดือดเนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบการปกครองที่ฝังรากลึก กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 646 ราย แบ่งเป็นผู้ประท้วง 505 ราย ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 113 ราย และผู้สังเกตการณ์อีก 7 ราย และกำลังตรวจสอบรายงานการเสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 579 ราย ซึ่งนับตั้งแต่การประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. มีผู้ถูกจับกุมแล้ว 10,721 คน 
คาโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า แม้การโจมตีทางอากาศ จะเป็นหนึ่งในหลายทางเลือกที่เปิดอยู่สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่การทูตเป็นทางเลือกแรกเสมอ พร้อมระบุว่า สิ่งที่อิหร่านสื่อสารต่อสาธารณะ แตกต่างจากข้อความที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับเป็นการส่วนตัว และประธานาธิบดีสนใจที่จะตรวจสอบสารเหล่านั้น ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านกำลังพิจารณาแนวคิดที่สหรัฐฯ เสนอ แม้จะสวนทางกับท่าทีข่มขู่ของสหรัฐฯ ก็ตาม โดยกล่าวว่า การสื่อสารระหว่างตนเองกับทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ดำเนินต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการประท้วง และยังคงดำเนินอยู่ ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านเริ่มต้นจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งซ้ำเติมความยากลำบากในชีวิตประจำวัน ก่อนจะพุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้นำศาสนาที่ปกครองประเทศมากว่า 45 ปี โดยชาวอิหร่านแสดงความไม่พอใจมากขึ้น ต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่น้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม ที่มา Reuters

|