ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ และมีแนวโน้มทำผลงานรายสัปดาห์แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020 โดยได้แรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงต้องจับตาและการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาบรรลุข้อตกลงกับสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ทำให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงดินแดนกรีนแลนด์ แม้ว่า รายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ชัดเจน และเดนมาร์กยังคงยืนยันอธิปไตยเหนือดินแดน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยกเลิกแผนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าจะระงับมาตรการตอบโต้ที่เคยขู่ไว้ แต่ยังต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับแผนของทรัมป์ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 4.4% ในไตรมาส 3 ปี 2025 มากกว่าที่รายงานไว้เบื้องต้นเล็กน้อย โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง และผลกระทบเชิงลบจากสินค้าคงคลังที่ลดลง โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกทรงตัวที่ระดับ 200,000 รายในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานยังต่ำกว่าที่คาด บ่งชี้ว่าการเลิกจ้างอยู่ในระดับที่ลดลง นอกจากนี้ การใช้จ่ายส่วนบุคคลยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือนพ.ย. สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของผู้บริโภค หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นสูงสุดถึง 2.1% แตะระดับ 4,930.96 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันพฤหัสบดี ซึ่งอยู่ห่างจากระดับสำคัญ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ราว 70 ดอลลาร์ และทำสถิติสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 4,888.42 ดอลลาร์ซึ่งทำไว้ในวันก่อนหน้า ขณะที่ราคาโลหะเงิน พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เหนือระดับ 96 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เทรดเดอร์ในตลาดสวอปยังคงคาดว่าเฟดจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปจนถึงช่วงปลายปี 2026 ทางด้าน Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปีเป็น 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,900 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าความต้องการจากนักลงทุนภาคเอกชนและธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น โดยระบุว่า แนวโน้มเอนไปทางขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนภาคเอกชนอาจกระจายการลงทุนเพิ่มเติม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายระดับโลกที่ยังคงอยู่” ที่มา Trading Economics และ Bloomberg 
|