เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตร ไทยยูเนี่ยน มหาวิทยาลัยมหิดล ไทยเบฟ และเนสท์เล่ เปิดรับสมัครฟู้ดเทคสตาร์ตอัป เข้าร่วมโครงการ “SPACE-F ปี 7”

รูป เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตร ไทยยูเนี่ยน มหาวิทยาลัยมหิดล ไทยเบฟ และเนสท์เล่ เปิดรับสมัครฟู้ดเทคสตาร์ตอัป เข้าร่วมโครงการ “SPACE-F ปี 7”

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 69 14:00 น.

 

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และเครือข่ายบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหาร เฟ้นหาฟู้ดเทคสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพเข้าร่วม “โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ทอัพระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย: SPACE-F ปี 7” โดยมุ่งเน้นสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนผลักดันฟู้ดเทคสตาร์ตอัปให้เข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมที่พร้อมช่วยบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ (Mentorship) ทั้งการให้คำปรึกษาแบบส่วนตัว โอกาสการเข้าถึงเครือข่ายพันธมิตรและแหล่งเงินทุนจาก Venture Capital (VC) และ Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ รวมถึงโอกาสการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Proof of Concept - POC) กับผู้นำอาหารทะเลระดับโลกและพันธมิตรในโครงการ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจกับคุณค่าทางโภชนาการ วัตถุดิบ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ความยั่งยืนของระบบอาหาร และนวัตกรรมมากขึ้น ทำให้เทรนด์ “อาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food” กลายเป็นหนึ่งในโอกาสทองของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก ที่มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร หากสามารถผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่า จะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยจากการขายเชิงปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันได้ในตลาดสากล ซึ่งธุรกิจที่สามารถมองเห็นทิศทางและปรับตัวได้ก่อน จะมีโอกาสสร้างตลาดใหม่และขยายการส่งออกได้อย่างยั่งยืน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ NIA มุ่งสนับสนุนสตาร์ตอัปในธุรกิจเทคโนโลยีอาหารให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมรองรับกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ SPACE-F อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้ก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

 

“โครงการ SPACE-F เป็นกลไกการพัฒนาและส่งเสริมฟู้ดเทคสตาร์ตอัปสู่ระบบนิเวศที่แข็งแกร่งอย่างครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะองค์ความรู้และเร่งการเติบโต ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือจากทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และเอกชนชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรอย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อผลักดันให้สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้เติบโตและขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนที่มีตลาดผู้บริโภคกว่า 650 ล้านคน ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา สามารถพัฒนาสตาร์ตอัปกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งผลักดันให้ได้รับการระดมทุนกว่า 5,100 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมฟู้ดเทค และตอกย้ำความเป็น ‘ครัวโลก’ ของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งมิติเงินทุน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรม การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง”

 

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 นี้ “โครงการ SPACE-F ปีที่ 7” NIA ยังคงเดินหน้าผลักดันสตาร์ตอัปทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านโครงการบ่มเพาะ (Incubator Program) ที่เน้นการวางรากฐานธุรกิจ เปลี่ยนไอเดียหรือต้นแบบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และโครงการเร่งการเติบโตธุรกิจ (Accelerator Program) ที่ออกแบบสำหรับสตาร์ตอัปที่มีผลิตภัณฑ์และมียอดขายแล้วและต้องการมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ การรับฟังความเห็นจากตลาด และการสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรและนักลงทุนใน 7 สาขา ได้แก่ โภชนาการที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล (Personalized and Preventive Health Nutrition) โปรตีนและส่วนผสมทางเลือกที่ยั่งยืน (Next-Gen Protein and Regenerative Ingredients) ระบบอาหารหมุนเวียนและระบบอัตโนมัติ (Circular Food Systems and Automation) กระบวนการผลิตอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติ (Smart Food Manufacturing and Automation) กระบวนการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน (Sustainable and Resilient Food Production) เทคโนโลยีความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และอายุการเก็บรักษา (Food Safety, Traceability and Shelf-Life Tech) และระบบบริการด้านอาหารอัจฉริยะ (Connected Consumer Experience and Smart Food Services) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ SPACE-F ได้ที่ https://www.space-f.com

 

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director - Group Innovation บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้ร่วมโครงการ SPACE-F ไทยยูเนี่ยนมีความมุ่งมั่นที่จะนำความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกมาสนับสนุนสตาร์ตอัปในโครงการ SPACE-F 7 อย่างเต็มที่ เราพร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้เข้ามาทำ Proof of Concept (POC) ร่วมกับเรา เพื่อทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจริง ภายใต้โมเดล No Equity Taken ซึ่งช่วยให้สตาร์ตอัปรักษาความเป็นเจ้าของไอเดียได้อย่างสมบูรณ์ เราเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และนวัตกรจะช่วยเร่งการเติบโตของเทคโนโลยีอาหารที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

รศ. ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการ SPACE-F ก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการผลักดันสตาร์ตอัปด้านอาหารและเทคโนโลยีเชิงลึกให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลก ในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการสนับสนุนเชิงวิชาการอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ คณะวิทยาศาสตร์ยังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ คำปรึกษาเชิงลึกจากคณาจารย์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของสตาร์ตอัป และร่วมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารและเทคโนโลยีของประเทศ

 

นางสาวเจนิกา คอนเด ครูซ หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เนสท์เล่มีความยินดีที่ได้สานต่อความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการ SPACE-F เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค เราพร้อมนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจระดับสากลมาให้คำแนะนำแก่สตาร์ตอัปรุ่นที่ 7 เพื่อช่วยให้พวกเขาค้นพบโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภคผ่านทางอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สตาร์ตอัปเหล่านี้สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน และเราเชื่อว่าความหลากหลายของสตาร์ตอัปในรุ่นนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตได้อย่างแน่นอน

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งพันธมิตรที่สำคัญ คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับสตาร์ตอัป ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการ SPACE-F มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ส่งเสริมศักยภาพของฟู้ดเทคสตาร์ตอัป และให้คำแนะนำทางธุรกิจและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปค้นพบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอาหารโลกได้อย่างแท้จริง



Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ