| BJC มองผลงานปี 69 เติบโตระดับตัวเลขหลักเดียวกลาง รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นศก.ภาครัฐ-การเข้าซื้อ MM Vietnam ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์-เฮลท์แคร์โตเด่นระดับ Double-digit พร้อมมองธุรกิจค้าปลีกแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่อง นางสาวจินดาธิป ศิริคุณากร ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยในงาน Earning Call ว่าภาพรวมยอดขายทั้งปี 69 คาดว่าจะเติบโตในอัตราตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง (Mid single digit) โดยนับรวมผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล และการซื้อกิจการค้าส่งในเวียดนาม (MM Vietnam) แล้ว โดยกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์(Packaging) คาดปีนี้เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก (Double-digit) ซึ่งภาพรวมกลุ่มกระป๋องยังมีผลงานที่ดีตั้งแต่ไตรมาส 1/69 และคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดๆ ไป รวมถึงกลุ่มแก้วผลงานยังดีต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งปีนี้รับรู้รายได้โรงแก้วที่ต่างประเทศเข้ามา ด้านธุรกิจสินค้าและบริการทางอุปโภคบริโภค (Consumer supply chain) คาดเติบโตได้ในระดับตัวเลขหลักเดียว (single digit) จากการออกสินค้าใหม่ๆ ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และทางเทคนิค (Health care & Technical supply chain) คาดปีนี้เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก (Double-digit) ส่วนธุรกิจค้าปลีกทันสมัย (Modern Retail) มองเป็นเชิงบวกเช่นกัน สำหรับอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังทรงตัวจากช่วงปีก่อนซึ่งอยู่ระดับ โดยธุรกิจสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และทางเทคนิค รวมถึงธุรกิจค้าปลีกทันสมัย ด้านการเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งสมัยใหม่ในประเทศเวียดนาม ซึ่งนับรวมธุรกิจได้ตั้งแต่ 15 พ.ค. 69 ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจค้าปลีกในระดับภูมิภาค สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด (ณ วันที่ 25 พ.ค. 69) ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.พาย, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้ สรุป "ปัจจัยบวก" จากมุมมองของแต่ละโบรกเกอร์ -
รับรู้กำไรจากการควบรวม MM Mega Market (MMVN) ที่เวียดนาม: เริ่มรวมงบตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2569 คาดว่าจะเข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการและสร้างกำไรให้บริษัทได้ราวไตรมาสละ 100 ล้านบาท (หรือมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี) ซึ่งมากพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยรายปีจากการเข้าซื้อกิจการ และคาดว่าจะช่วยให้บริษัทรับรู้มูลค่า Synergy อีกราว 370 - 500 ล้านบาท ในช่วงปี 2569 - 2571 (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) -
เตรียมบันทึกกำไรพิเศษก้อนโตจากการขายที่ดินใน Q2/69: บริษัทได้เสร็จสิ้นการขายที่ดินจำนวน 19 แปลง (สินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) มูลค่ารวม 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้สามารถบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาใน Q2/69 ราว 3,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้นำเงินสดที่ได้รับไปชำระคืนหนี้ระยะสั้นที่กู้มาซื้อกิจการ MMVN แล้ว (บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) -
ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ BigC ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น: แม้ภาพรวม SSSG ในช่วงเดือน เม.ย. 2569 จะยังชะลอตัวใกล้เคียงกับ Q1/69 ที่ติดลบ 3.3% แต่ในช่วง 17 วันแรกของเดือน พ.ค. 2569 เริ่มส่งสัญญาณกลับมาทรงตัว (0%) ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (บล.พาย, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้) -
แผนปรับโครงสร้างธุรกิจปิดสาขาไม่ทำกำไร หนุนประสิทธิภาพการดำเนินงาน: บริษัทมีแผนปิดสาขาขนาดใหญ่ที่ไม่ทำกำไร 9 สาขาในปี 2569 (ปิดไปแล้ว 2 สาขาใน Q1/69, จะปิดเพิ่ม 1 สาขาใน Q2/69 และอีก 6 สาขาใน Q3/69) คาดว่าจะช่วยหนุนให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ปรับตัวดีขึ้น 2% (บล.พาย) -
เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกขยายสาขาขนาดเล็ก และยอดขาย Private Label ทำสถิติสูงสุด: บริษัทเดินหน้าเปิดร้าน Mini BigC รูปแบบใหม่ "Super CVS" ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสินค้าเพิ่มขึ้นราว 2,000 SKUs โดยได้รับการตอบรับที่ดีมีลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น 20% ขณะเดียวกันสัดส่วนยอดขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อยู่ที่ 17.4% ใน Q1/69 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (บล.พาย, บล.ดาโอ (ประเทศไทย)) -
ผลประกอบการกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ขยายตัวแข็งแกร่งใน Q1/69: ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มี EBIT อยู่ที่ 953 ล้านบาท (+6% YoY) ได้แรงหนุนจากการรวมโรงแก้วในมาเลเซียและเวียดนาม รวมถึงบรรจุภัณฑ์กระป๋องที่โต 21% YoY ขณะที่ธุรกิจเวชภัณฑ์และเทคนิคมี EBIT อยู่ที่ 411 ล้านบาท พุ่งทะยานถึง +163% YoY จากสัดส่วนรายได้กลุ่มยาที่เพิ่มขึ้น (บล.พาย) -
คาดการณ์กำไรปกติและแนวโน้มผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุด: โบรกเกอร์ยังคงประมาณการกำไรสุทธิ/กำไรปกติปี 2569 ของ BJC ไว้ที่ระดับ 4.4 พันล้านบาท (+4% YoY) โดยคาดว่ากำไรจะทยอยไต่ระดับดีขึ้นตั้งแต่ Q2/69 เป็นต้นไป และจะได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมใน Q3/69 จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของภาครัฐ ก่อนจะเข้าสู่ช่วง High Season ใน Q4/69 (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส) สรุป "ปัจจัยลบ" จากมุมมองของแต่ละโบรกเกอร์ -
ปรับลดเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลงจากเดิม: บริษัทมีการปรับลดเป้าหมาย GPM รวมในปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตขยายตัวได้ +10 ถึง +20 bps YoY ลงมาเหลือเพียง "ทรงตัวถึงหดตัวเล็กน้อย" เนื่องจากโดนกดดันจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และการรวมธุรกิจโรงแก้วในต่างประเทศที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า (บล.พาย, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในประเทศช่วง Q2/69 - Q3/69 มีแนวโน้มยังติดลบ: โบรกเกอร์คาดว่า SSSG ของธุรกิจ BigC ในประเทศไทยจะยังคงติดลบต่อเนื่องในระดับ Low- ถึง Mid-single digit (ติดลบหลักหน่วยต่ำถึงปานกลาง) ในอีก 4 เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบของโครงการร่วมจ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่จะเริ่มดึงกำลังซื้อไปในช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ย. 2569 รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ (บล.ทิสโก้) -
แบกรับแรงกดดันจากต้นทุนแวดล้อมและสถานการณ์ต่างประเทศ: ผลประกอบการของบริษัทเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่งเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ต้นทุนก่อสร้างสำหรับการขยายสาขา ตลอดจนแรงกดดันด้านต้นทุนและสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (บล.พาย, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.ทิสโก้) -
งบการเงิน Q1/69 ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก (BigC) หดตัวลง: ใน Q1/69 ที่ผ่านมา ธุรกิจ BigC มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ลดลงถึง -18% YoY และ -3% QoQ โดยมี EBIT margin ลดลงมาอยู่ที่ 5.0% (จาก 5.8% ใน Q1/68) ซึ่งเป็นผลกระทบหลักมาจากยอดขายสาขาเดิมที่ลดลงและสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (บล.พาย) -
ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่สูงขึ้น: กำไรจากกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคใน Q1/69 มี EBIT อยู่ที่ 487 ล้านบาท ลดลง -2% YoY ซึ่งถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและส่งเสริมการขาย (A&P) ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (บล.พาย) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น BJC เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |