กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นสหรัฐฯ ในปี 2025 อยู่ที่ 720,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 134% จากระดับ 307,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แม้มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะสร้างความผันผวนให้ตลาดและบดบังแนวโน้มผลประกอบการของภาคธุรกิจก็ตาม แรงซื้อหุ้นสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นมาก สวนกระแสแนวคิด “Sell America” ในปีที่แล้ว หลังหลายฝ่ายคาดว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจกระทบการค้าโลก และนักลงทุนกังวลว่า ทำเนียบขาวอาจแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โอเวน ลามอนต์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการพอร์ตของ Acadian Asset Management กล่าวว่า กระแส Sell America อาจถูกพูดเกินจริง อย่างน้อยในฝั่งตลาดหุ้น สิ่งที่เราเห็นคือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงความโดดเด่น กระแสความนิยมที่สูงมากในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ดูเหมือนจะยังดำเนินต่อไป แม้ความกังวลด้านนโยบายจะทำให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนในปีที่ผ่านมา แต่ก็ถูกชดเชยด้วยกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจนถึงตอนนี้ ยังถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญต่อกำไรในภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของหุ้นสหรัฐฯ ในปีที่แล้วต่ำกว่าตลาดโลก โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนรายปีอยู่ที่ 16% ตามหลังดัชนี MSCI World Excluding United States อยู่ 13 จุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลของบลูมเบิร์ก ย้อนหลังถึงปี 2023 พบว่า หากไม่นับหมู่เกาะเคย์แมนและไอร์แลนด์ นอร์เวย์เป็นผู้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในปี 2025 โดยมีมูลค่าการซื้อสุทธิอยู่ที่ 81,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 2024 ตามด้วยสิงคโปร์ อยู่ที่ 79,000 ล้านดอลลาร์ (สิงคโปร์เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในปี 2024) รองลงมาคือ เกาหลีใต้ซื้อสุทธิอยู่ที่ 73,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปี 2024 ขณะที่จีนขายสุทธิเป็นปีที่สามติดต่อกัน โดยขายไป 34,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 มีเพียงคูเวตที่ขายมากกว่า โดยเทขาย 36,500 ล้านดอลลาร์ ด้านแคนาดา ซึ่งเป็นผู้ขายหุ้นสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในปี 2024 กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในปี 2025 ด้วยยอดซื้อ 10,600 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าแคนาดาจะไม่พอใจนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่คุกคามกับอธิปไตยของแคนาดาก็ตาม ที่มา Bloomberg 
|