*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 63.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.7% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 67.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.03 ดอลลาร์ หรือ 1.6% ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นราว 2% ในวันอังคาร (3 ก.พ.) หลังสหรัฐฯ ยิงโดรนของอิหร่านที่เข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ โดยมีกองเรือติดอาวุธแล่นเข้าใกล้เรือสหรัฐฯ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งสร้างความกังวลว่า การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจสะดุดลง *** โรงกลั่นน้ำมันบนชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาในการจัดสรรปริมาณน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังมีการทำข้อตกลงจัดหาน้ำมันมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันถูกกดดันและมีน้ำมันบางส่วนยังขายไม่ออก ตามการเปิดเผยของผู้ค้าพลังงานและข้อมูลการเดินเรือ *** กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ได้ยิงโดรนของอิหร่านซึ่งบินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น ในทะเลอาหรับอย่างอุกอาจ โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าหน้าที่การทูตกำลังพยายามจัดการเจรจาด้านนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่า เมื่อเรือรบสหรัฐฯ มุ่งหน้าไปยังอิหร่าน อาจมีสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้น หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ *** ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย เปิดเผยกับสถานีวิทยุท้องถิ่นคาราโกล เมื่อวันอังคารว่า ตนเองได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งออกก๊าซธรรมชาติจากเวเนซุเอลาผ่านโคลอมเบีย การต่อสู้กับการค้ายาเสพติด รวมถึงข้อพิพาทด้านการค้าและยาเสพติดระหว่างโคลอมเบียกับเอกวาดอร์ ระหว่างการพบปะที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งในสมัยสอง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา รัฐบาลของเปโตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีหลักฐานว่า เอื้อให้มีการลักลอบนำโคเคนเข้าสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้นำโคลอมเบีย และขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้ ด้านเปโตรได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐ และเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีทางอาญา กรณีที่สหรัฐยิงขีปนาวุธใส่เรือที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน *** สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติผ่านข้อตกลงร่างงบประมาณอย่างเฉียดฉิว ด้วยคะแนน 217 ต่อ 214 เสียง เมื่อวันอังคาร ยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งต่อไปให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้ ร่างกฎหมายนี้จะช่วยต่ออายุการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง ครอบคลุมหน่วยงานด้านกลาโหม, สาธารณสุข, แรงงาน, การศึกษา และที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังขยายงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเป็นการชั่วคราว ระหว่างที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังเจรจาแนวทางปรับแก้มาตรการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง 
*** Walmart กลายเป็นผู้ค้าปลีกรายแรกในประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามรอยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Nvidia และ Alphabet หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 26% การไต่ระดับของ Walmart ถือว่าน่าจับตามอง เนื่องจากบริษัทสามารถตอบโจทย์ลูกค้ารายได้สูงที่มองหาความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าหลักที่เป็นผู้มีรายได้น้อยไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 468% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แซงหน้าดัชนี S&P 500 ซึ่งเพิ่มขึ้น 264% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์สองทางที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ *** การส่งออกที่ขยายตัวอย่างคึกคักส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น แม้นักวิเคราะห์มองว่าทางการจีนจะพยายามสกัดไม่ให้ค่าเงินแข็งค่ามากไปกว่านี้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะแข็งค่าต่อ ซึ่งอาจเป็นบททดสอบต่อเศรษฐกิจจีนที่ยังเปราะบาง อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ และทะลุระดับแข็งค่า 7 หยวนต่อดอลลาร์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยกระแสเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ธนาคารจีนพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 452,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนธ.ค. ข้อมูลจากสำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศของจีน (SAFE) ระบุว่า ปริมาณเงินตราต่างประเทศที่ถูกแปลงเป็นเงินหยวนทำสถิติสูงสุดเช่นกันที่ 311,000 ล้านดอลลาร์ โดยกระแสเงินทุนดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 ที่ 6.9378 หยวนต่อดอลลาร์ในวันอังคาร *** นักลงทุนกำลังเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รุ่นอายุยาว จะปรับตัวสูงขึ้น และเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) จะชันมากขึ้น หลังคาดว่า เควิน วอร์ช ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ จะผลักดันให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยควบคู่ไปกับการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ *** ผู้บริหารระดับสูงด้านคลาวด์คอมพิวติ้งของ Amazon ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลในอวกาศยังห่างไกลจากความเป็นจริง แม้จะมีสตาร์ทอัพหลายราย รวมถึงเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ผลักดันแนวคิดดังกล่าว การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องใช้พลังประมวลผลและระบบระบายความร้อนในปริมาณมหาศาล ซึ่งกำลังกดดันขีดความสามารถของศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลก ส่งผลให้บริษัทคลาวด์คอมพิวติ้งเริ่มพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เช่น การส่งอุปกรณ์ขึ้นไปไว้ในอวกาศ ซึ่งข้อจำกัดบนพื้นโลกจะลดลง *** Walt Disney ประกาศแต่งตั้งจอช ดามาโร ประธานฝ่าย Disney Parks & Experiences ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ต่อจาก บ็อบ ไอเกอร์ ซึ่งยุติความไม่แน่นอนเรื่องการสืบทอดตำแหน่งที่ยืดเยื้อมาหลายปี และเป็นการวางตัวผู้บริหารที่เติบโตมากับองค์กรขึ้นมากุมบังเหียน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อจากปัญญาประดิษฐ์และกระแสการควบรวมกิจการ ดามาโร วัย 54 ปี จะรับตำแหน่งต่อจากบ็อบ ไอเกอร์ วัย 74 ปี ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัทในวันที่ 18 มี.ค. โดยไอเกอร์ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้าง Disney ยุคใหม่ ผ่านการเข้าซื้อกิจการ Pixar, Marvel และ 21st Century Fox จะยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและกรรมการบริษัท จนกว่าจะเกษียณจากดิสนีย์ในวันที่ 31 ธ.ค. *** Advanced Micro Devices (AMD) เผยเมื่อวันอังคารว่า บริษัทคาดว่ารายได้ในไตรมาสแรกจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย แม้ได้รับแรงหนุนเกินคาดจากยอดขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดจีน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า AMD จะสามารถแข่งขันกับ Nvidia ในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้มากน้อยเพียงใด หากไม่รวมยอดขายชิป AI ให้กับจีนที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทจะมีรายได้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ในช่วงเวลาที่คู่แข่งอย่าง Nvidia สร้างประมาณการผลประกอบการที่โดดเด่นมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ลิซ่า ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AMD ย้ำว่า บริษัทคาดว่ายอดขายเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นเรือธงรุ่นใหม่ให้กับ OpenAI และลูกค้ารายอื่น ๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ พร้อมระบุว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกจะไม่ส่งผลให้แผนงานของบริษัทชะลอตัวลง *** สหภาพยุโรป (EU) เตรียมเสนอความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญกับสหรัฐ เพื่อสกัดอิทธิพลของจีน และจัดทำ “แผนงานความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership Roadmap) ภายใน 3 เดือน ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันหาแนวทางจัดหาแร่ธาตุสำคัญโดยไม่ต้องพึ่งพาจีน และลดการพึ่งพาแร่จากจีน ข้อเสนอระบุว่า EU และสหรัฐฯ ควรพิจารณาโครงการด้านแร่ธาตุสำคัญร่วมกัน กลไกสนับสนุนราคา รวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงระหว่างกัน โดยเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละฝ่าย  |