ทางการจีน ส่งสัญญาณจะยังคงใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2026 แต่จะไม่เร่งมาตรการกระตุ้นแบบเข้มข้นเหมือนปีก่อน สะท้อนถึงการปรับยุทธศาสตร์จากการป้องกันผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ มาสู่การขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
ถ้อยแถลงดังกล่าว ถูกเผยแพร่หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะทำงานเศรษฐกิจส่วนกลาง (Central Economic Work Conference) โดยผู้นำจีนระบุว่า จะใช้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการลดอัตราส่วนกันสำรองของธนาคาร (RRR) อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอ และจะรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐในปี 2026 ให้อยู่ในระดับที่จำเป็น นับเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลจีน ต้องการรักษาแรงสนับสนุนด้านนโยบายในระดับเหมาะสม หลังจีนสามารถรับมือกับสงครามการค้าสหรัฐฯ ได้ดีกว่าคาด จากแรงส่งของการส่งออก โดยมองว่ามาตรการที่มีอยู่เพียงพอต่อเป้าหมายการเติบโต โดยยังคงเดินหน้าโมเดลเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มความพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
การประชุมดังกล่าว มีผู้นำระดับสูงเข้าร่วม รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจปีถัดไป โดยยอมรับความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่การชะลอตัวของการลงทุน การทรุดตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยจีนกำลังปิดฉากปี 2025 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด จากแรงส่งการส่งออก โดยดุลการค้าสินค้าทั้งปีทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาอุปสงค์ต่างประเทศมากเกินไป ถือเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าราคาถูกจากจีน ถูกต่อต้านมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก
ขณะเดียวกัน การลงทุนสินทรัพย์ถาวร กลับดิ่งหนักในครึ่งหลังของปี 2025 ทำให้รัฐบาลเตรียมเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถูกมองว่าคุ้มค่ากว่าการอุดหนุนผู้บริโภค ตามมาตรการเดิมที่เริ่มได้ผลน้อยลง ซึ่งนโยบายอุดหนุนจะถูกปรับให้เหมาะสมมากขึ้น นับเป็นการสะท้อนว่ามีพื้นที่จำกัดในการขยายขนาดมาตรการ โดยนักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดว่ารัฐบาลจีน อาจขยายให้ครอบคลุมภาคบริการมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม ต่อปัญหาการคลังระดับท้องถิ่น และเร่งแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของหน่วยงานจัดหาเงินทุนท้องถิ่น (LGFV)
ทั้งนี้ ผู้นำจีนยังย้ำการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินหยวน แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้แข็งค่าขึ้นเพื่อลดดุลการค้าส่วนเกิน และหนุนการบริโภค ในด้านการคลัง รัฐบาลยังย้ำแนวทางเชิงรุกมากขึ้น หลังสัดส่วนการขาดดุลขยายสู่ 8.7% ของ GDP ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า รัฐจะกำหนดเป้าขาดดุลปี 2026 ราว 4% ของ GDP ใกล้เคียงกับปี 2025 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี
ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายจีน ให้คำมั่นว่าจะเร่งเสถียรภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยยืนยันเดินหน้ามาตรการที่ประกาศไว้เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยมาตรการแรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนคาดหวังเอาไว้ โดยรัฐบาลจีนระบุว่า จะสนับสนุนการซื้อสต็อกบ้านที่ขายไม่ออก เพื่อนำไปใช้เป็นที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นสัญญาณว่า จะให้ความสำคัญกับการลดสต็อกบ้านที่ล้นตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังตั้งคำถามว่า มาตรการที่ประกาศเพียงพอหรือไม่ ในการยุติภาวะซบเซาของภาคอสังหาฯ ที่ยืดเยื้อมาหลายปี
ในปีที่แล้ว รัฐบาลจีน เคยประกาศนโยบายลักษณะเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการซื้อบ้านคงค้าง แต่ทว่ารัฐบาลท้องถิ่น ยังลังเลจากความกังวลเรื่องผลตอบแทนต่ำ ทำให้มาตรการไม่ได้ผลมากนัก ซึ่งการเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาหนักในภาคอสังหาฯ หลังราคาบ้านในเดือนต.ค.ร่วงแรงที่สุดในรอบ 1 ปี อีกทั้งปัญหาหนี้ของยักษ์ใหญ่ China Vanke กระทบความเชื่อมั่นอีกระลอก หลังบริษัทขอขยายเวลาชำระหนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณความเสี่ยงคล้ายกรณี Evergrande ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเมื่อ 4 ปีก่อน
ที่มา Bloomberg 1 และ 2

|