ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยปีนี้ปรับประมาณการจีดีพี-ส่งออกปีนี้ขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจจากสภาพัฒน์ออกมาดีกว่าคาด พร้อมติดตามการเมืองใกล้ชิด ชี้หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะจะกระทบต่อความเชื่อมั่นทันที นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยในงาน Special Seminar “The Future of International Trade – One Year On” 1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง? ว่า ในปี 2569 ปรับจีดีพี และ ส่งออกขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจจากสภาพัฒน์ออกมาดีกว่าคาด โดยติดตามสถานการณ์การเมืองใกล้ชิด หากการเลือกตั้งโมฆะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้ -ปี 2569 ปรับจีดีพีขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% จากเดิม 1.6% ในขณะที่ส่งออกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% จากเดิมคาดติดลบ 1.5 ถึงติดลบ 2% เนื่องจากสถานการณ์ภาษีสหรัฐฯดีขึ้น นโยบายจากรัฐบาลที่เน้นดึงเม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาลงทุน และ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นระยะกลางและระยะยาว ตลอดจนความมีเสถียรภาพ -แต่หากผลการเลือกตั้งโมฆะ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และ เศรษฐกิจ และ การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าออกไป ซึ่งเดิมคาดการเบิกจ่ายงบประมาณจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.-ก.ค. ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลในเดือนพ.ค. ไม่เกินมิ.ย. "ไตรมาส 1/69 เดิมเราคาดจีดีพีติดลบ แต่ตอนนี้มองว่าจะบวกเล็กน้อย จากการส่งออกที่ยังดีอยู่ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนทั้งปีเราปรับเพิ่มขึ้น ทั้งจีดีพี ส่งออก หลังตัวเลขจากสภาพัฒน์ดีกว่าคาด" -ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 25 ก.พ. นี้ คาดจะคงดอกเบี้ย เนื่องจากรอติดตามสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะประธานเฟดคนใหม่ว่าจะมีนโยบาย หรือ ลดดอกเบี้ยหรือไม่ แต่หากโดยส่วนตัวอยากเห็นการลดดอกเบี้ยรอบนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น โดยตอนนี้ไทยไม่ได้มีปัญหาด้านเงินเฟ้อ หรือ เศรษฐกิจที่เติบโตร้อนแรง 
-ในขณะที่การประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก แต่ยังเร่งให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนได้ขยายสู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลกและในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง -1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และ ภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 (Section 232) นอกจากนั้น ยังดำเนินนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ที่มองว่า ทั้งทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 10% ขณะที่ประเทศบราซิลถูกเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 50% จากเหตุผลทางการเมือง -นโยบาย America First Trade Policy ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าโลก เศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจอเมริกาอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ล่าช้า (เริ่ม ส.ค. 2568) และ ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ -ด้านผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมการส่งออกของจีนยังขยายตัวได้ดี และ เกินดุลการค้าที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจีนขยายการส่งออกไปภูมิภาคอื่นแทน เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป และ แอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงสะท้อนถึงปัญหา Transshipment เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี -จีนมีการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบสหรัฐฯ จากการถือครองแร่ธาตุ Rare Earth และ Critical Minerals มาก ส่งผลให้จีนแทบจะผูกขาดห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทางด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ นอกจากภาษีตอบโต้แล้ว สหรัฐฯ ยังดำเนินการภายใต้มาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ -ในอนาคตมีแนวโน้มจะเก็บภาษีนำเข้า ยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และ เพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และ เหล็ก เริ่มประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ -ปีที่ผ่านมา จำนวนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัวอยู่ มีแค่บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ (โดยเฉพาะเหล็ก) ที่การจ้างงานขยายตัวเพิ่มขึ้น -ปี 2569 เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่ การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน , คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่ , การทบทวนข้อตกลง USMCA ในเดือนกรกฎาคม , การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ , การยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน "สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องจับตา คือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และ สหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะเราไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้เรามีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และ สหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด" 
|