สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพีไทยปี 68 โต 2.4% - ปี 69 ที่ 1.5-2.5% ด้านส่งออกคาดโต 2%

รูป สภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพีไทยปี 68 โต 2.4% - ปี 69 ที่ 1.5-2.5% ด้านส่งออกคาดโต 2%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -16 ก.พ. 69 10:35 น.

 

สภาพัฒน์ฯ เปิดสภาพัฒน์ฯ เผยจีดีพีไทยปี 68 โต 2.4% - ปี 69 ที่ 1.5-2.5% ด้านส่งออกคาดโต 2%เผยจีดีพีปี 68 เติบโต 2.4% ส่วนปี 69 คาด 1.5-2.5% รับอุปโภคบริโภค-ลงทุนเอกชนหนุน ด้านส่งออกคาดเติบโต 2% และ เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง -0.3 ถึง 0.7% พร้อมแนะ 5 แนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

 

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยในเอสารเผยแพร่ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 68 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.2% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 68 และ เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 68 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 68 ที่ 1.9% (QoQ_SA) รวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

-เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 2567 ด้านการใช้จ่ายการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนและการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว 2.7% และ 0.6% ชะลอลงจากการขยายตัว 4.4% และ 2.6% ในปี 2567 ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนรวมกลับมาขยายตัว 4.9% เทียบกับการลดลง 0.3% ในปี 2567 ตามการกลับมาขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน 3.5% และ การลงทุนภาครัฐขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง 8.9%

 

-ส่วนการส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูง 11.9% และ การส่งออกบริการลดลง 1.9% ด้านการผลิต สาขาการขายส่งและการขายปลีก สาขาเกษตรกรรม และ สาขาการก่อสร้างขยายตัว 6.1% 3.6% และ 6.6% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 3.2% 1.9% และ 1.7% ในปี 2567 ตามลำดับ ส่วนสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว 0.4% ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลง 0.3% ในปี 2567 ขณะที่สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และ สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 2.5% และ 4.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 12.0% และ 10.1% ในปี 2567 ตามลำดับ

 

-ปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.97 ล้านล้านบาท (5.77 แสนล้านดอลลาร์สรอ.) เพิ่มขึ้นจาก 18.68 ล้านล้านบาท (5.29 แสนล้านดอลลาร์สรอ.) ในปี 2567 และ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 269,643.1 บาทต่อคนต่อปี (8,200.9 ดอลลาร์สรอ. ต่อคนต่อปี) เพิ่มขึ้นจาก 266,102.7 บาทต่อคนต่อปี (7,539.3 ดอลลาร์สรอ. ต่อคนต่อปี) ในปี 2567 สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน อยู่ที่ 0.81% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย อยู่ที่ -0.1% และ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1% ของจีดีพี

 

-แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่า จะขยายตัวในช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2.0%) โดยมีปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน , การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน , การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง , ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อ การขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

 

-ทั้งนี้ คาดว่า การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สรอ. จะขยายตัว 2.0% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง -0.3 ถึง 0.7% และ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของจีดีพี

 

-สำหรับบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ

 

-รักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว

 

-การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริม การลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass , การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม ,การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน

 

-การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ ตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า ที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอน การเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และ เตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ที่มีศักยภาพ

 

-การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และ จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และ มีกำลังซื้อสูง

 

-การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญกับการลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดยเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ตลอดจนปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เริ่มประสบปัญหาในการชำระหนี้

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย