ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยว่า กำลังพยายามโน้มน้าวประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสให้ลดระดับความแข็งกร้าวในการตอบโต้ต่อคำขู่ล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเรียกเก็บภาษีรอบใหม่กับพันธมิตรในยุโรป เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีมาครงต้องการให้สหภาพยุโรป (EU) นำเครื่องมือที่เรียกว่า “กลไกต่อต้านการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ” (Anti-coercion instrument - ACI) มาใช้ โดยเมิร์ซระบุว่า การที่เยอรมนีพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้เยอรมนีไม่เต็มใจที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าขั้นรุนแรง เมิร์ซกล่าวว่า “ฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ ในระดับที่ต่างจากเรา ซึ่งเข้าใจได้ว่าทำไมมาครงต้องการตอบโต้ด้วยวิธีที่รุนแรงกว่าเราเล็กน้อย แต่เรากำลังพยายามหาจุดยืนร่วมกัน ก่อนการประชุมนัดพิเศษของสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหารือถึงขั้นตอนต่อไป” ผู้นำยุโรปกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากคำขู่ของทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ในยุโรป 8 ประเทศ หลังจากประเทศเหล่านี้คัดค้านผู้นำสหรัฐฯ ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการฉีกข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว 
ประเทศสมาชิก NATO ระบุว่า จะวางแผนการฝึกซ้อมทางการทหารในวงจำกัดบนดินแดนกรีนแลนด์ โดยพื้นที่ดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อดุลอำนาจในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัสเซียและจีนให้ความสนใจ ขณะเดียวกัน EU กำลังหารือถึงการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93,000 ล้านยูโร (ประมาณ 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากทรัมป์ไม่ยอมถอย โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติแล้ว และสามารถบังคับใช้อย่างรวดเร็วหากจำเป็น โดยรายการสินค้าที่จะเป็นเป้าหมาย ประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ เช่น เครื่องบิน Boeing, รถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ และเบอร์เบิน วิสกี้ หากทรัมป์เดินหน้าเก็บภาษี 25% ตามที่ขู่ไว้ อาจทำให้การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ของประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายลดลงมากถึง 50% โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ตามการประเมินของ Bloomberg Economics ที่มา Bloomberg 
|