*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 57.32 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 10 เซนต์
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 60.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 10 เซนต์
ราคาน้ำมันปิดลดลงในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันแรกของปี 2026 หลังเผชิญการปรับตัวลงรายปีมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 โดยนักลงทุนวิเคราะห์ถึงความกังวลด้านอุปทานล้นตลาด ร่วมกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียด รวมถึงสงครามในยูเครนและการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา
*** PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของเวเนซุเอลา เริ่มปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ หลังเผชิญปัญหาพื้นที่จัดเก็บใกล้เต็ม เนื่องจากการปิดล้อมการส่งออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกหยุดชะงักเป็นศูนย์ และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเฉพาะกาล ที่กำลังพยายามประคองอำนาจ ท่ามกลางการข่มขู่จากสหรัฐฯ ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ การขนส่งน้ำมันของบริษัทเชฟรอนที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ ถือเป็นข้อยกเว้น โดยยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากบริษัทได้รับใบอนุญาตจากสหรัฐฯ ให้ดำเนินกิจการในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการขนส่งทางเรือระบุว่า แม้แต่การส่งออกในส่วนดังกล่าวก็ได้หยุดลงตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
ในการประกาศการควบคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโรและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า มาตรการการคว่ำบาตรน้ำมันต่อเวเนซุเอลา ได้มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
*** กลุ่มโอเปกพลัส มีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันในการประชุมฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยหลีกเลี่ยงการหารือถึงวิกฤตการเมือง ที่กำลังกระทบประเทศสมาชิกผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งประเทศสมาชิกโอเปกพลัส 8 ชาติ มีกำลังการผลิตคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของน้ำมันโลก โดยเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมากกว่า 18% ในปี 2025 ถือเป็นการร่วงลงรายปีรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2020 ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด
ความตึงเครียดระหว่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว จากความขัดแย้งในเยเมนที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯจะเข้าควบคุมประเทศชั่วคราวจนกว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลชุดใหม่ได้ แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจน
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯจะเข้าบริหารเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะสามารถจัดการเปลี่ยนผ่านผู้นำประเทศได้ หลังปฏิบัติการควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และนำตัวออกนอกประเทศมายังสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ส่งผลให้ผู้นำรายนี้หลุดพ้นจากอำนาจ โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เราจะเข้าบริหารประเทศ จนกว่าจะถึงเวลาที่สามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ เราไม่ต้องการให้มีใครขึ้นมาบริหารแล้วทำให้เกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนที่เป็นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
อีกทั้งยังกล่าวว่า จะส่งบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินงานในเวเนซุเอลา แม้จะย้ำว่ามาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลา “ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ” และกองกำลังสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในภาวะเตรียมพร้อม “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุน ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และเริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ”
*** มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯจะใช้ “อำนาจต่อรองด้านน้ำมัน” เป็นเครื่องมือกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในเวเนซุเอลา โดยรูบิโอ ส่งสัญญาณถึงยุทธศาสตร์ที่อาจใช้ หลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส ควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และนำตัวขึ้นเครื่องบินไปยังนครนิวยอร์กเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี
ท่ามกลางคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับแนวทางที่สหรัฐฯ จะรับมือกับผู้นำเวเนซุเอลาหลังยุคมาดูโร รูบิโอเรียกร้องให้ฝ่ายผู้นำใหม่ตัดความสัมพันธ์กับอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์ และคิวบา ยุติการค้ายาเสพติด และรับประกันว่าอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศจะไม่ตกเป็นประโยชน์ต่อศัตรูของสหรัฐฯ
*** การควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ ได้จุดกระแสถกเถียงอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีน โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากมองว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นต้นแบบ ที่รัฐบาลจีน อาจนำไปใช้ในการจัดการความตึงเครียดกับไต้หวัน โดยปฏิบัติการของทรัมป์พุ่งขึ้นเป็นประเด็นร้อนอันดับต้น ๆ บนแพลตฟอร์มเวยป๋อของจีน โดยมีผู้เข้าชมราว 440 ล้านครั้ง ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เปรียบเทียบชะตากรรมของเวเนซุเอลากับไต้หวัน ที่จีนประกาศชัดว่าจะนำกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตน โดยผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความเห็นตอบโพสต์ว่า “ผมเสนอให้ใช้วิธีเดียวกันนี้ ในการทวงคืนไต้หวันในอนาคต” ขณะที่อีกรายกล่าวว่า “ในเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายระหว่างประเทศ แล้วเราจะต้องแคร์มันไปทำไม”
*** กองทุนหุ้นทั่วโลก มีเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์สุดท้ายของปี 2025 จากแรงหนุนความเชื่อมั่นต่อการปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ตลอดปีที่ผ่านมา รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุน
ข้อมูลจาก LSEG Lipper ระบุว่า กองทุนหุ้นทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิ 2.654 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์ดังกล่าว ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีเงินไหลเข้าสุทธิราว 3.705 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านดัชนี MSCI World ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.6% ในปี 2025 ถือเป็นผลตอบแทนรายปีที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเคยปรับขึ้น 24.05%
นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของภาคธุรกิจจะเติบโต 12.11% ในปี 2026 ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตที่คาดไว้ในปี 2025 ที่ระดับ 12.32% ตามข้อมูลของ LSEG ซึ่งครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางจำนวน 11,811 แห่ง โดยเมื่อรวมการลงทุนในสัปดาห์ล่าสุด กองทุนหุ้นทั่วโลกมีเงินไหลเข้าสุทธิราว 2.3976 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ลดลงจากประมาณ 4.5358 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024
*** กองทุนหุ้นสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกันในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. หลังนักลงทุนขานรับผลตอบแทนรายปีที่แข็งแกร่งจากการปรับขึ้นของตลาดซึ่งขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และปิดท้ายปีด้วยมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
ข้อมูลจาก LSEG Lipper ระบุว่า กองทุนหุ้นสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิราว 1.689 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ดังกล่าว ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีเงินลงทุนสุทธิประมาณ 1.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 16.39% ดัชนีแนสแดคเพิ่มขึ้น 20.36% และดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้น 12.97% ส่งผลให้ดัชนีหลักทั้ง 3 ปิดบวกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
ข้อมูลของ LSEG ซึ่งครอบคลุมบริษัทสหรัฐฯ ขนาดใหญ่และขนาดกลาง 2,784 แห่ง ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทเหล่านี้จะเติบโตประมาณ 15.13% ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 2.21 จุดเปอร์เซ็นต์จากอัตราการเติบโตที่คาดไว้ในปี 2025 ที่ระดับ 12.92%

*** เงินดอลลาร์สหรัฐ เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการแข็งค่าขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา ยุติการอ่อนค่าที่เกิดขึ้นตลอดปี 2025 เมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนจับตาสัปดาห์สำคัญของการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งอาจชี้นำทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และบรรยากาศการลงทุนของตลาดโลก โดยการฟื้นตัวของดอลลาร์สหรัฐ เกิดขึ้นหลังจากที่ค่าเงินสหรัฐฯ ร่วงลงมากกว่า 9% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงรายปีรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 โดยได้รับแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่แคบลง เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ สงครามการค้าโลก และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าว ยังคงมีอยู่ในปีนี้
*** Tesla สูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลกให้กับ BYD ของจีน หลังยอดขายรายปีปรับตัวลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น การหมดอายุของเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อแบรนด์ โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 28% ซึ่ง BYD สามารถทำยอดขายแซงหน้า Tesla เป็นครั้งแรกในรอบปีเต็ม จากแรงหนุนของการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายนี้ ได้ขยายความได้เปรียบเหนือคู่แข่งจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
Tesla ซึ่งมียอดขายลดลงราว 8.6% ในปี 2025 กำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันอย่างหนัก โดยเฉพาะในยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงศักยภาพในการฟื้นฟูธุรกิจรถยนต์หลัก ในช่วงที่อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังขับเคลื่อนบริษัทไปสู่ธุรกิจรถแท็กซี่ไร้คนขับและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
*** ยอดจดทะเบียนรถยนต์ Tesla ในบางประเทศของยุโรปลดลงในเดือนธ.ค. หลังส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ รายนี้ หดตัวลงตลอดปี 2025 แม้ในนอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศแนวหน้าด้านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ยอดจดทะเบียนจะพุ่งทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม
ในไตรมาสที่ 4 Tesla ยังรายงานตัวเลขการส่งมอบรถทั่วโลกที่ลดลงแรงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงราว 1.5% แม้บริษัทจะเปิดตัว Model Y และ Model 3 รุ่นราคาประหยัดในหลายประเทศยุโรปแล้ว โดยในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป รองจากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร ยอดจดทะเบียนรถ Tesla ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดยอดขาย ร่วงลงถึง 66% เหลือเพียง 1,942 คัน โดยตลอดทั้งปี 2025 ยอดจดทะเบียนในฝรั่งเศสลดลงรวม 37% ขณะที่ในสวีเดน ลดลง 71% ส่วนโปรตุเกส สเปน และเบลเยียม ลดลง 13%, 44% และ 28% ตามลำดับ
แม้ยอดจดทะเบียน Tesla ในอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์จะเพิ่มขึ้น 85% และ 76% ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาทั้งปี 2025 พบว่ายอดขายลดลง 18% และ 28% ตามลำดับ
*** ยุคหลังวอร์เรน บัฟเฟตต์ของ Berkshire Hathaway เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงเล็กน้อย ภายหลังวอร์เรน บัฟเฟตต์ ส่งมอบตำแหน่งผู้นำสูงสุดให้เกร็ก อาเบล ปิดฉากการบริหารงานยาวนานกว่า 60 ปี โดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่แห่งนี้ กำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาผลงานระดับตำนานไว้ได้ โดยปราศจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้ซึ่งได้เปลี่ยน Berkshire Hathaway จากกิจการสิ่งทอที่ประสบปัญหา ให้กลายเป็นอาณาจักรการลงทุนมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมแนวคิดการลงทุนสมัยใหม่
*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับการเข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัทโฟโตนิกส์สหรัฐฯ HieFo Corp ในกิจการของ Emcore บริษัทด้านอากาศยานและกลาโหม โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติและความกังวลที่เกี่ยวข้องกับจีน
คำสั่งจากทำเนียบขาวระบุว่า HieFo ถูก “ควบคุมโดยพลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน” และการที่บริษัทเข้าซื้อธุรกิจของ Emcore ในปี 2024 ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่า อาจมีการดำเนินการที่คุกคามหรือบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
*** จุน ยอง-ฮยอน ซีอีโอร่วมและหัวหน้าธุรกิจชิปของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ระบุว่า ลูกค้าให้การยอมรับความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างของชิปหน่วยความจำความเร็วสูงรุ่นใหม่ HBM4 โดยถึงขั้นกล่าวว่าซัมซุงกลับมาแล้ว
ก่อนหน้านี้ในเดือนต.ค. ซัมซุงเปิดเผยว่าอยู่ระหว่างการ “หารืออย่างใกล้ชิด” เพื่อจัดส่งชิป HBM4 ให้กับเอ็นวิเดีย ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้รายนี้ เร่งไล่ตามคู่แข่งในตลาดชิป AI โดยเฉพาะ SK Hynix คู่แข่งร่วมชาติ โดยซีอีโอร่วมและหัวหน้าธุรกิจชิปของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ลูกค้าบางรายยกย่อง HBM4 ของซัมซุงอย่างชัดเจน แต่ย้ำว่ายังมีงานที่ต้องทำต่อเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ด้าน ซีอีโอ SK Hynix ระบุว่า บริษัทได้รับอานิสงส์จากปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่เอื้ออำนวย หลังความต้องการชิปปัญญาประดิษฐ์ขยายตัวเร็วเกินคาด 
|