ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันอังคาร (10 ก.พ.) โดยดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้นเล็กน้อย ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ขณะที่ดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดแดนลบ โดยถูกกดดันจากข้อมูลตัวเลขค้าปลีกที่อ่อนแอกว่าคาด ขณะที่นักลงทุนจับตาดูรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,188.14 จุด เพิ่มขึ้น 52.27 จุด หรือ +0.10%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,941.81 จุด ลดลง 23.01 จุด หรือ -0.33% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 23,102.47 จุด ลดลง 136.20 จุด หรือ -0.59% หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารในดัชนี S&P 500 เป็นกลุ่มร่วงลงมากที่สุด โดยถูกกดดันจากหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ซึ่งร่วงลง 1.8% หลังออกขายหุ้นกู้ เป็นมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่บริษัทเทคโนโลยีระบุว่าจำเป็นต้องใช้เพื่อรองรับกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft เตรียมทุ่มงบลงทุนรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อชิงความเป็นผู้นำด้าน AI ขณะเดียวกัน ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ทรงตัวในเดือนธ.ค. สวนทางจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขยายตัว 0.4% หลังครัวเรือนลดการใช้จ่ายในยานยนต์และสินค้าราคาสูงอื่น ๆ บ่งชี้ถึงแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและเศรษฐกิจในช่วงต้นปีใหม่ที่อาจชะลอตัวลง นักลงทุนคาดว่า โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะผ่อนคลายนโยบายมีเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า ความน่าจะเป็นที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนเม.ย. เพิ่มเป็น 36.9% จาก 32.2% อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่เควิน วอร์ช ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด จะเข้ารับตำแหน่ง หากผ่านการรับรองจากวุฒิสภา มาร์ก ลูชินี หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Janney Montgomery Scott มองว่า ตัวเลขค้าปลีกที่น่าผิดหวังเป็นสัญญาณของ Bad news is good news หรือข่าวร้ายที่กลายเป็นข่าวดี โดยเฉพาะต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น กลุ่มสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปรับขึ้นมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนีหลัก ขณะเดียวกัน ยังเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังก่อนรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนม.ค. ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันนี้ หลังถูกเลื่อนออกไป 
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจเพิ่มความตึงเครียดให้ตลาด จากความเห็นของเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ซึ่งกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงในช่วงเดือนข้างหน้า เนื่องจากกำลังแรงงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง รวมถึงผลิตภาพจากการใช้ AI หุ้น Walt Disney และ Home Depot ซึ่งปรับขึ้นกว่า 2% ช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์ และชดเชยแรงกดดันจากหุ้น Coca-Cola ซึ่งร่วงลง 1.5% หลังเผยรายได้ไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ ส่วนหุ้นรายตัวอื่น ๆ พบว่า หุ้น Datadog แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์ พุ่งขึ้น 13.7% และเป็นหุ้นที่ปรับขึ้นแรงที่สุดในดัชนี S&P 500 หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสดีกว่าคาด ด้านกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หุ้น Marriott ปิดพุ่ง 8.5% ทำสถิติปรับขึ้นรายวันสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2025 และทำจุดสูงสุดใหม่ หลังคาดว่าค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตร่วม (Co-branded credit card) จะเพิ่มขึ้น 35% จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง หุ้น S&P Global ร่วงลง 9.7% และเป็นกลุ่มที่ปิดลบมากที่สุดในดัชนี S&P 500 หลังคาดการณ์กำไรปี 2026 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน ขณะที่หุ้นคู่แข่งอย่าง Moody’s และ MSCI ปรับตัวลงเช่นกัน หุ้น Spotify พุ่งขึ้น 14.7% หลังคาดการณ์กำไรไตรมาสแรกสูงกว่าที่ตลาดคาด จากการเติบโตของผู้ใช้งานและการปรับขึ้นราคา ภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พบว่า จำนวนหุ้นบวกมีสัดส่วนมากกว่าหุ้นลบในอัตรา 1.47 ต่อ 1 โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 795 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 65 ตัว ส่วนในตลาดแนสแดค มีหุ้นปิดบวก 2,276 ตัว และปิดลบ 2,447 ตัว โดยหุ้นที่ปรับลงมีจำนวนมากกว่าหุ้นที่ปรับขึ้นเล็กน้อย ที่มา Reuters 
|