| คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) แสดงความกังวลต่อแรงเทขายที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรโลก ขณะเตรียมร่วมประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มประเทศ G7 ประธาน ECB ระบุว่า “มีความกังวลเรื่องนี้อยู่เสมอ นั่นคือหน้าที่ของดิฉัน” ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าวขณะเดินทางมาถึงเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G7 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีที่พุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 20 ปี หลังพุ่งแตะระดับ 5% ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 พ.ค.) ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สื่อต่างประเทศรายงานก่อนหน้านี้ว่า บรรดารัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 มีกำหนดประชุมในวันที่ 18-19 พ.ค. นี้ เพื่อหารือถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่ไม่สมดุล โดยจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ เช่น ปัญหาการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของสหรัฐฯ และการได้เปรียบดุลการค้าจำนวนมากของจีน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปเปิดเผยก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้นว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางตอกย้ำให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันนั้นมีความเปราะบางต่อปัจจัยภายนอกที่มากระทบมากเพียงใด คีเรียคอส ปิแอร์ราคากิส ประธาน Eurogroup และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของกรีซ ระบุในแถลงการณ์ว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ Eurogroup เป็นองค์กรที่รวมรัฐมนตรีจากกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร โดยมีปิแอร์ราคากิสเป็นตัวแทนร่วมประชุมครั้งนี้ โดยสมาชิกของกลุ่ม G7 ประกอบด้วยสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี และญี่ปุ่น ปิแอร์ราคากิสระบุว่า เศรษฐกิจยุโรปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีเมื่อเผชิญกับวิกฤตพลังงาน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกจะยังคงได้รับแรงกดดัน แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงเร็วก็ตาม ทั้งนี้ ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวในหลายประเทศของกลุ่ม G7 พุ่งขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากอุปทานพลังงานที่ตึงตัว ขณะที่สงครามอิหร่านส่งผลให้การลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงักงัน ที่มา Reuters และ CNBC |