ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันศุกร์ (6 ก.พ.) โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นเหนือ 50,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ดัชนี S&P 500 บวกแรง จากแรงหนุนของหุ้น Nvidia และหุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มผู้ผลิตชิป หลัง Amazon เผยคาดการณ์การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่หุ้นของบริษัทร่วงลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,115.67 จุด เพิ่มขึ้น 1,206.95 จุด หรือ +2.47%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,932.30 จุด เพิ่มขึ้น 133.90 จุด หรือ +1.97% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 23,031.21 จุด เพิ่มขึ้น 490.63 จุด หรือ +2.18% ดัชนีดาวโจนส์ทำผลงานดีกว่า S&P 500 และแนสแดคในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.1% และแนสแดค ลดลง 1.9% ซึ่งสะท้อนการกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นำตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ออกไปสู่บริษัทที่ไม่ได้ประโยชน์จากกระแสการปรับขึ้นดังกล่าว ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็ก ปรับตัวขึ้นเช่นกันในสัปดาห์นี้ ดัชนี S&P 500 ปิดห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนน้อย ไม่ถึง 1% ขณะที่แนสแดคห่างจากระดับปิดสูงสุดเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ประมาณ 4% หุ้น Amazon ร่วงลง 5% หลังบริษัทระบุว่า มีแผนลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปีนี้ ซึ่งตอกย้ำความร้อนแรงในการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI หลังจากที่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ประกาศแผนการลงทุนลักษณะเดียวกันไปไม่นาน อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวเพิ่มขึ้น จากความหวังว่า บริษัทจะได้อานิสงส์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ของ Amazon และ Alphabet โดนหุ้น Nvidia พุ่งขึ้น 7.8%, หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 8.3% และหุ้น Broadcom พุ่ง 7.1% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) ปิดเพิ่มขึ้น 5.7% 
ดัชนี S&P 500 และแนสแดคกลับมารีบาวด์ในวันศุกร์ หลังถูกเทขาย 3 วันรวดจากความกังวลว่า ความรุดหน้าของเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและกดดันอัตรากำไรของบริษัทซอฟต์แวร์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังกังวลมูลค่าหุ้นที่สูง จากการที่หุ้นกลุ่ม AI พุ่งแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Baird มองว่า การซื้อขายครั้งนี้มีความผันผวน และมีแรงเทขายเป็นระยะ แต่มีหลักฐานบ่งชี้มากพอที่แสดงให้เห็นถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อผลิตภัณฑ์ด้าน AI และศักยภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เมื่อเกิดการเทขายในลักษณะนี้ นั่นแปลว่า ย่อมมีระดับราคาต่ำสุดที่นักลงทุนกลุ่มหนึ่งจะเข้ามาซื้อหุ้นเหล่านี้ หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลฟื้นตัวหลังจากร่วงลงก่อนหน้านี้ โดยหุ้น CrowdStrike และ Palantir รีบาวด์กว่า 4% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของ S&P 500 เพิ่มขึ้น 2.4% หลังจากร่วงลงติดต่อกัน 7 วัน โดยตลอดทั้งสัปดาห์ลดลงไปราว 8% ทำสถิติรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020 หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี ที่เพิ่มขึ้น 4.1% ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรม ที่เพิ่มขึ้น 2.84% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคของ S&P 500 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีความผันผวน CBOE ซึ่งเป็นมาตรวัดความกังวลของวอลล์สตรีท ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน ทั้งนี้ บริษัทในดัชนี S&P 500 มากกว่าครึ่ง รายงานผลประกอบการไปแล้ว ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ประมาณ 80% ทำผลงานดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ราว 67% หุ้น Molina Healthcare บริษัทประกันสุขภาพ ร่วงลง 25.5% หลังจากคาดการณ์กำไรปี 2026 ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งจากที่วอลล์สตรีทคาดไว้ หุ้น Roblox แพลตฟอร์มวิดีโอเกมพุ่งขึ้นเกือบ 10% หลังคาดการณ์ยอดจองสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ สำหรับปีงบการเงิน 2026 ขณะที่หุ้น Reddit ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย ร่วงลง 7.4% แม้จะคาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ก็ตาม ที่มา Reuters 
|