กบข.เปิดเกมรุกปี 2569 ลุยลงทุน Senior Housing–Silver Economy ตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ 2-3% พร้อมอวดผลงานปี 2568 แกร่ง กองสมาชิกทำผลตอบแทน 5.18% แผนทองคำพุ่งแรงกว่า 52% นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการ คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2569 จะเดินหน้าศึกษาโอกาสการลงทุนใหม่ผ่านโครงการนำร่อง ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox) และศึกษาโอกาสลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย (Siver Economy) รวมถึงกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้สมาชิกเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ และเป้าหมายทางการเงินของตนเอง 
ขณะเดียวกัน จะพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้สามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยมีแผนการลงทุนและสินทรัพย์ที่กำหนดผลตอบแทนให้ชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ตามเป้าหมายของสมาชิก และเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้สมาชิกสามารถดำรงชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีสุข “ความท้าทายปี 69 นี้จะต้องรับมือ และผ่านไปให้ได้ โดยพุ่งเป้าหมายกระตุ้นให้สมาชิกออมเงินเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันอัตราที่สมาชิกเลือกออมเพิ่มมากที่สุด คือ 2% มีประมาณ 66,746 ราย , 1% ประมาณ 52,129 ราย , 3% ประมาณ 50,509 ราย และ 7% ประมาณ 28,933 ราย สำหรับเป้าหมายของ กบข. คือ จะต้องเอาชนะเงินเฟ้อให้ได้ โดยการดูแผนที่สมาชิกต้องเลือก หากจะเอาชนะเงินเฟ้อบวก 2% เลือกทั่วไป แต่หากอยากเอาชนะ เงินเฟ้อ 3% เลือกแผนตามอายุ”นายทรงพล กล่าว ทั้งนี้ ในปีนี้ จะต้องติดตามทั้งเศรษฐกิจ ความผันผวนของค่าเงิน โดยวันนี้ กบข.มีการลงทุนในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 60% ของพอร์ตทั้งหมด โดยมีการลงทุนใน 18 ประเภทสินทรัพย์ ดังนั้น สินทรัพย์บางประเภทเติบโตดีในความผันผวน และสินทรัพย์บางประเภทอาจจะขาดทุน ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยทิศทางของสินทรัพย์ไหนจะไปทางใด ไม่มีใครตอบได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เข้าใจประเภทของสินทรัพย์นั้นๆ “หุ้นไทยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เราลงทุน 5% ต่างประเทศ 5% โดยเราไม่ได้ลงในที่ใดที่หนึ่ง การกระจายสินทรัพย์เป็นสิ่งสำคัญ เราลงทุนหุ้นไทยมาเป็นเวลาหลายปี ศึกษาทางเลือกจากหุ้นแต่ละตัว เพราะเชื่อว่าสภาพคล่องของสินทรัพย์ลักษณะของสินทรัพย์เป็นเรื่องที่สำคัญ และทางทีมจะพิจารณาการลงทุน ในปีนี้จะลงทุนเพิ่มหรือลด มีทั้งเพิ่มและลดระหว่างปีอยู่แล้ว โดยบางช่วงมีหุ้นไทยมากกว่า 5% หรือบางช่วงลดลงกว่านี้ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา โดยเราไม่ใช่คนเกร็งกำไร แต่ซื้อและถือ และพิจารณาตัวหุ้นเหล่านั้น”นายทรงพล กล่าว สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ท้าทาย โดยในช่วงที่ผ่านมา กบข.ได้จัดกลุ่มสินทรัพย์รูปแบบใหม่ ประกอบด้วย 1.สินทรัพย์เชิงรุก คือ สินทรัพย์เพื่อการเติบโต หรือ สินทรัพย์ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว และ 2.สินทรัพย์เชิงรับ คือ ป้องกันควาทผันผวน ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ,รักษามูลค่า ไม่สูญเสียง่ายแม้เศรษฐกิจถดถอยและเสริมความมั่นคงของพอร์ตการลงทุน ใช้กระจายความผันผวนควบคู่กับสินทรัพย์เติบโตสูง “ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศหลัก และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กบข. จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนการลงทุนเชิงรุกด้วยการปรับนโยบายจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset Allocation: SAA) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป”นายทรงพล กล่าว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะยาว และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิก ส่งผลให้ในปี 2568 กบข. สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนกองสมาชิกได้ดีกว่าที่คาดหมาย โดยสร้างผลตอบแทนกองสมาชิก รวม 5.18% จาก 3.91% ในปี 2567 สำหรับผลตอบแทนรายแผนส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะแผนทองคำ ให้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 52.78% แผนหุ้นต่างประเทศ 17.47% แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทย 9.38% แผนเชิงรุก65 8.89% แผนสมดุลตามอายุ (สมาชิกอายุน้อยกว่า 55 ปี) 8.74% และแผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป 4.31% สะท้อนถึงการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมที่ช่วยเสริมศักยภาพผลตอบแทนให้กับสมาชิก นอกจากนี้ กบข. ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกในระยะยาว โดยในปี 2568 กบข. สามารถเพิ่มสัดส่วนสมาชิกที่มีโอกาสบรรลุเงินก้อนเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณอย่างมีสุข ในระดับดี (P75) จาก 18% ในปี 2567 เป็น 25% ลดสัดส่วน สำหรับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ กบข.ไปบริหารจัดการเงินในหน่วยงานราชการอื่นๆ นั้น ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานราชการมาติดต่อให้กบข.เข้าไปช่วยบริหาร ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีข้าราชการประมาณ 3 ล้านราย และมีอีกประมาณ 1.2 ล้านรายที่ไม่ได้อยู่ในกบข. โดยกบข.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเปิดบริหารในหน่วยงานนั้นๆ เป็นไปได้ แต่คงบริหารแค่เพียงเงินเท่านั้น 
|