จีนวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อย่างอ้อม ๆ กรณีที่สหรัฐฯ เข้ามาเป็นคนกลางในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ขณะที่รัฐบาลจีนเองพยายามแสดงบทบาทเดียวกันในการไกล่เกลี่ยสถานการณ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เปรียบเทียบถึงแนวทางของจีนในการจัดการความขัดแย้งครั้งนี้ว่าต่างไปจากการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของทรัมป์ ในการหารือเมื่อวานนี้ (28 ธ.ค.) หลังจากที่ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิง 72 ชั่วโมง หวัง อี้ กล่าวกับสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่า “ความพยายามของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและการเจรจาไม่เคยกดดันผู้อื่นหรือก้าวล่วงขอบเขตของตนเอง” โดยในวันเดียวกัน หวัง อี้ ยังได้หารือแยกกับปรัก สุคน รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ก่อนที่ทั้งสามฝ่ายจะประชุมพร้อมกันในวันนี้ (29 ธ.ค.) ที่มณฑลยูนนานของจีน หนังสือพิมพ์ Global Times ยกประเด็นดังกล่าวมาขยายความผ่านบทบรรณาธิการว่า “จีนไม่ใช้ท่าทีที่แสดงออกถึงการข่มขู่ ไม่สร้างเงื่อนไขทางการเมือง และไม่แสวงหาผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ต่างจากแนวทางการไกล่เกลี่ยที่ผ่านมาของชาติตะวันตก การประชุมดังกล่าวตอกย้ำถึงการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในการแผ่อิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทั้งสองประเทศต่างต้องการได้ชื่อว่า เป็นผู้คลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งฝ่ายทรัมป์ต้องการสะท้อนให้เห็นว่า การหยุดยิงครั้งนี้ว่าเป็นความสำเร็จที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ ขณะที่จีนพยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ขณะเดียวกัน ก็ท้าทายความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอย่างเป็นนัย ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาตกลงหยุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการหยุดยิงครั้งที่สองในรอบหกเดือน หลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนรอบล่าสุดได้คร่าชีวิตทหารและพลเรือนหลายสิบราย และทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ที่มา Bloomberg 
|