| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 18 พ.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.เอเซียพลัส | Buy | 55.00 บาท | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 49.00 บาท | | บล.ฟิลลิป | ทยอยสะสม | 43.25 บาท | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ถือ | 43.00 บาท | | บล.พาย | ถือ | 42.00 บาท | | บล.ดาโอ | ถือ | 40.00 บาท | | บล.เคจีไอ | ถือ | 38.00 บาท | สรุปปัจจัยบวก+ ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศเติบโตแข็งแกร่งในช่วง 1Q69 อยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท (เติบโต +7% ถึง +13% YoY) จากกลยุทธ์คงราคา 10 บาทและการขยายเครือข่ายกระจายสินค้า (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.พาย) + รายได้ธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่ายสินค้าบุคคลที่สามเติบโตโดดเด่นถึง +20% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่ จากสินค้ากลุ่มแอลกอฮอล์ (เหล้าสุราข้าวหอมและเบียร์) ที่ได้รับความนิยมสูง (บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + บริษัทอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท (จำนวนไม่เกิน 50 ล้านหุ้น หรือ 5% ของทุนชำระแล้ว) ในช่วงวันที่ 15 พ.ค. – 24 พ.ย. 69 ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และเป็นตัวช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้น (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศขยายตัว 250 bps YoY และบริษัทยังสามารถควบคุมราคาต้นทุนวัตถุดิบในงวด 1Q69 ได้ดี (บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + กำไรสุทธิ 1Q69 ฟื้นตัวเด่นเด่นชัดถึง +329% QoQ เนื่องจากไม่มีรายการด้อยค่าความนิยมที่เป็นรายการไม่ใช่เงินสดเกี่ยวกับ Carabao Holdings (Hong Kong) จำนวน 518 ล้านบาท เหมือนในงวด 4Q68 (บล.เคจีไอ) + คาดแนวโน้มกำไรปกติใน 2Q69 จะกลับมาเติบโตได้ดีแบบ QoQ จากปัจจัยฤดูกาลช่วงฤดูร้อน และคาดหวังผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) ผ่านช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของรายได้รวม (บล.บัวหลวง, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส) + ตลาดต่างประเทศมีสัญญาณบวกในไตรมาส 2/69 คาดเห็นการเติบโตแบบ double digit QoQ จากการเริ่มดำเนินงานของโรงงานในประเทศพม่าเต็มไตรมาส และยอดขายในเวียดนามที่ปรับตัวดีขึ้น (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + มี Upside จากโมเดลรูปแบบใหม่ในการขยายธุรกิจต่างประเทศ ผ่านการขายหัวเชื้อเครื่องดื่มชูกำลังให้ตัวแทนจำหน่ายไปผลิต เช่น ประเทศอัฟกานิสถานที่เตรียมขายเครื่องจักรในช่วง 2H26 และประเทศจีน รวมถึงได้แรงหนุนจากการขยายสาขาของ CJ mall เพิ่มขึ้นอีก 500 สาขาในปี 2026 (+25% YoY) (บล.พาย) สรุปปัจจัยลบ- กำไรสุทธิ/กำไรปกติงวด 1Q69 ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 611 ล้านบาท (ลดลง -19.6% ถึง -20% YoY และ -7% QoQ) ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ไตรมาส และต่ำกว่าที่บางโบรกเกอร์และตลาดคาดไว้ราว 4% - 5% (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - รายได้จากการส่งออกเครื่องดื่มชูกำลังในตลาดต่างประเทศหดตัวรุนแรงถึง -39% ถึง -40% YoY โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV จากการหายไปของรายได้ในประเทศกัมพูชาอันเนื่องมาจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.พาย) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) รวมหดตัวลงมาอยู่ที่ 25.9% (ลดลงจาก 27.4% ใน 1Q68 และ 26.1% ใน 4Q68) หรือลดลง 150 bps YoY จากมาร์จิ้นธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง, แรงกดดันจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานกระป๋องที่ยังไม่เต็ม, และ Product mix เปลี่ยนแปลงหลังสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ (กัมพูชา) ซึ่งเป็นสินค้ามาร์จิ้นสูงลดลง สวนทางกับสัดส่วนการรับจ้างจัดจำหน่ายสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำปรับตัวเพิ่มขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - กำไร 1Q69 คิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% - 23% ของประมาณการทั้งปี ทำให้เสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลง โดยบางโบรกเกอร์คงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ในช่วง 2,500 - 2,624 ล้านบาท (ลดลง -8% YoY หรือเติบโตจากฐานต่ำในปีก่อน) ส่งผลให้เป้าหมายการเติบโตยอดขายรวมปี 2026 ของบริษัทที่ตั้งไว้ +20% YoY มีความท้าทายสูง (บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - ยอดขายรวมใน 1Q69 อยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท ทรงตัว YoY และอ่อนตัวลง -6% ถึง -10% QoQ ตามฤดูกาล โดยเฉพาะยอดขายกลุ่ม Branded own ในประเทศลดลงเนื่องจากร้านค้าปลีกสต๊อกสินค้าไว้ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้สั่งสินค้าน้อยลงในเดือน ม.ค. (บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.6% มาอยู่ที่ 11.7% (หรือเพิ่มขึ้น 160 bps YoY) จากการปรับวิธีการบันทึกค่าใช้จ่ายบริหารบางรายการของคำสั่งซื้อจากกัมพูชาเข้ามา จากเดิมที่บันทึกอยู่ภายใต้ต้นทุนผลิตสินค้าปกติ (บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) - มีแรงกดดันจากแนวโน้มต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 2/69 ทั้งต้นทุนพลังงานจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อโรงงานผลิตขวดแก้ว, ราคาก๊าซเพิ่มขึ้น +10% ถึง +15% QoQ (คิดเป็น ~5% ของ COGS), ราคาอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น +9% QoQ (คิดเป็น ~8% ของ COGS) ประกอบกับราคาน้ำตาลล็อกต้นทุนไว้ได้ถึงแค่ช่วง 1H69 ซึ่งอาจฉุดปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้กำไรช่วง 2H69 อ่อนแอ (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.พาย) - ราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวพุ่งขึ้นมาแล้วราว 10% สะท้อนความคาดหวังเรื่องการเจรจาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาไปบางส่วนแล้ว ทำให้ Valuation ปัจจุบันไม่น่าสนใจ และอัพไซด์ (Upside) แคบลงเหลือราว 5.5% (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงจากการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด, ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป (บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ)
|