สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 ก.พ. 69 7:36: น.

 

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 63.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 40 เซนต์ หรือ -0.6%

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 68.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 24 เซนต์ หรือ -0.3%

 

ราคาน้ำมันปิดลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร (10 ก.พ.) ขณะที่ตลาดประเมินทิศทางราคาจากข่าวความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน, ความพยายามที่จะหยุดยั้งสงครามในยูเครน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจและปริมาณน้ำมันในคลังสำรองของสหรัฐฯ

 

*** ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ในเดือนธ.ค. ทรงตัว ที่ระดับ 0.00% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนพ.ย. ขณะที่ภาคครัวเรือนลดการใช้จ่ายในรถยนต์และสินค้าราคาสูงอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงต้นปีใหม่ ส่วนเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนธ.ค.

 

ขณะที่เดียวกันยังมีการปรับทวนยอดค้าปลีกเดือนต.ค. โดยพบว่า ลดลง 0.2% จากที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะลดลง 0.1%สะท้อนถึงสัญญาณความอ่อนแรงของผู้บริโภคท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้า รายงานที่อ่อนแอนี้ ประกอบกับสินค้าคงคลังภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่สี่ลง

 

*** รายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า หนี้โดยรวมของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยบางส่วนเริ่มมีสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางปัญหาในฝั่งผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาที่ยังมีอยู่

 

ระดับหนี้ครัวเรือนรวมอยู่ที่ 18.8 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 191,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1% จากไตรมาส 3 ปี 2025 ขณะที่ยอดกู้ยืมรวมในปี 2025 เพิ่มขึ้น 740,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 4.6 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สิ้นปี 2019 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

 *** รายงานการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐฯ จาก ADP เผยว่า ภาคเอกชนของสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น เฉลี่ยสัปดาห์ละ 6,500 ตำแหน่ง ในช่วงสี่สัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 24 ม.ค. เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้หากมีการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่ากำลังพิจารณาส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมกลับมาเจรจากันอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งครั้งใหม่

 

การเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมีโอมานเป็นคนกลางนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า การเจรจาดังกล่าวทำให้อิหร่านสามารถประเมินความจริงจังของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ และแสดงให้เห็นว่ามีฉันทามติมากพอที่จะเดินหน้าทางการทูตต่อไป

 

*** Boeing ระบุว่า บริษัทมีแผนจะเปิดสายการผลิตเครื่องบิน 737 MAX สายที่ 4 ที่เมืองเอเวอเรตต์ รัฐวอชิงตัน ในช่วงกลางฤดูร้อนนี้ ตามที่ผู้บริหารของบริษัทเปิดเผยระหว่างการประชุมผู้จัดหาชิ้นส่วนอุตสาหกรรมการบิน

สายการผลิตใหม่ซึ่งใช้ชื่อว่า “North Line” ตามแผนของ Boeing ในการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องบินรุ่นดังกล่าว เป็น 63 ลำต่อเดือนในช่วงปีข้างหน้า โดยขณะนี้บริษัทกำลังเพิ่มการผลิตจาก 38 ลำต่อเดือนเป็น 42 ลำ

 

 

*** Coca-Cola รายงานรายได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อยู่ที่ 11,820 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 12,030 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นหลังปรับทวนแล้วอยู่ที่ 58 เซนต์ สูงกว่าประมาณการที่ 56 เซนต์ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ส่วนกำไรต่อหุ้นหลังปรับทวนแล้วทั้งปี บริษัทคาดว่า จะเติบโตในช่วง 7%–8% เมื่อเทียบกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 7.9%

 

*** Ford Motor รายงานกำไรรายไตรมาส 4 ปี 2025 ลดลง 50% มาอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าคาดจากเหตุไฟไหม้ที่ซัพพลายเออร์อะลูมิเนียมรายหนึ่ง ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 45,900 ล้านดอลลาร์ ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ด้าน จิม ฟาร์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดว่าบริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปีนี้ จากการลดต้นทุนและการพัฒนารถยนต์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 4 อยู่ที่ 11,100 ล้านดอลลาร์ หลังจากบันทึกค่าใช้จ่ายด้อยค่าในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งได้เปิดเผยไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

*** ธนาคารวาติกันเปิดตัวดัชนีหุ้น 2 ตัวเมื่อวันอังคาร (10 ก.พ.) เพื่อคัดเลือกและติดตามหุ้นที่สอดคล้องกับค่านิยมของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ถือเป็นก้าวแรกของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนแบบ Thematic และอาจต่อยอดไปสู่การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคต รวมถึงกองทุน ETF

 

ธนาคารวาติกัน ซึ่งขึ้นตรงต่อคณะพระคาร์ดินัลและสมเด็จพระสันตะปาปา ระบุว่า ดัชนีดังกล่าวประกอบด้วย Morningstar IOR Eurozone Catholic Principles Index และ Morningstar IOR U.S. Catholic Principles Index โดยแต่ละดัชนีรวบรวมหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ 50 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์จริยธรรมของคาทอลิก เช่น การให้ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมทางสังคม

 

*** แหล่งข่าววงในเผยกับสื่อต่างประเทศว่า Alphabet ใกล้จะสรุปการออกขายหุ้นกู้ทั่วโลก มูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 20,000 ล้านดอลลาร์ที่ระดมทุนไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดย Alphabet เข้าระดมทุนในตลาดยุโรป และออกหุ้นกู้สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงและฟรังก์สวิส รวมมูลค่าราว 11,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานก่อนหน้านี้ว่า บริษัทสามารถระดมทุนได้เกือบ 32,000 ล้านดอลลาร์

 

*** เอกสารข้อเท็จจริงของทำเนียบขาวระบุว่า อินเดียตกลงจะทยอยยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายรายการ รวมถึงพืชตระกูลถั่วบางชนิดและสินค้าเกษตรเพิ่มเติม ซึ่งประเด็นดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านเกี่ยวกับความไม่โปร่งใส และผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ

 

เอกสารดังกล่าวระบุว่า อินเดียจะยกเลิกหรือลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าอาหารและเกษตรจากสหรัฐฯ ในวงกว้าง อาทิ กากธัญพืชแห้งจากการกลั่น, ข้าวฟ่างแดง, ถั่วเปลือกแข็ง, ผลไม้สดและแปรรูป, พืชตระกูลถั่วบางชนิด, น้ำมันถั่วเหลือง, ไวน์และสุรา รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี รายการพืชตระกูลถั่วและการอ้างถึงสินค้าเพิ่มเติมที่ยังมีความคลุมเครือนั้น ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแถลงการณ์ร่วมที่ทั้งสองประเทศออกเมื่อวันที่ 6 ก.พ.

 

*** สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่า งบดุลของเฟดควรมีขนาดเล็กลง แต่ก็ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการที่ผู้กำหนดนโยบายจะเลือกใช้นโยบายซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น โดยระบุว่า การลดขนาดงบดุลของเฟดจะช่วยลดบทบาทของธนาคารกลางในตลาดการเงิน และเปิดทางเลือกให้ผู้กำหนดนโยบายมีเครื่องมือพร้อมใช้มากขึ้นในกรณีที่เกิดวิกฤตในอนาคต

 

นักลงทุนและนักวิเคราะห์กำลังจับตาความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับบทบาทของงบดุลอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ แทนเจอโรม พาวเวลล์ โดยวอร์ชเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเฟด รวมถึงการลดขนาดงบดุลอย่างจริงจัง

 

*** นักวิเคราะห์ของ BCA Research เตือนว่า กลยุทธ์ “Yen carry trade” กำลังเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมระเบิด โดยกลยุทธ์ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เฮดจ์ฟันด์นี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญการเทขายและคลายสถานะครั้งใหญ่

 

ทีมวิเคราะห์ของ BCA มองว่า มีความเสี่ยงที่ Yen carry trade จะล่มสลายในลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2008, 2015 และ 2020 ซึ่งในแต่ละครั้ง ภาวะความเสี่ยงในตลาดโลกที่ถดถอยลงได้จุดชนวนให้เกิดการลดเลเวอเรจอย่างฉับพลัน ขณะที่นักลงทุนเร่งเข้าซื้อเงินเยน

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju