สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า หุ้น Alibaba Group ร่วงนำหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน หลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มชื่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แดนมังกรลงในรายชื่อบริษัทที่สนับสนุนกองทัพ ก่อนถอนชื่อบริษัทเหล่านั้นออกเพียงไม่กี่นาทีต่อมา โดยไม่มีคำอธิบายแต่อย่างใด หุ้นของ Alibaba ร่วงลงกว่า 3% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นฮ่องกง ขณะที่ BYD และ Baidu ลดลง 1% โดยบริษัททั้งสามแห่งมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชี 1260H List ฉบับปรับปรุงของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเผยแพร่อยู่บนระบบทะเบียนหลัก (Federal Register) แม้ต่อมาจะมีการระบุว่า บัญชีดังกล่าวยังไม่เผยแพร่อย่างเป็นทางการก็ตาม นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังถอดชื่อผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของจีนอีก 2 แห่ง ได้แก่ ChangXin Memory Technologies Inc. และ Yangtze Memory Technologies ออกจากรายชื่อด้วย ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การถกเถียงด้านนโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีของจีนมีความตึงเครียด โดยสหรัฐฯ ระบุว่า 3 บริษัทผู้นำด้าน AI ของจีน ได้แก่ Alibaba, Baidu และ Tencent Holdings ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่จีน ซึ่งการเพิ่มชื่อดังกล่าวแน่นอนว่านำไปสู่ความไม่พอใจจากปักกิ่ง ขณะที่การระบุชื่อ BYD ถือเป็นการพุ่งเป้าไปยังผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีน แม้ว่ารายชื่อนี้จะยังไม่มีผลทางกฎหมายโดยตรงในทันที แต่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้รายชื่อนี้มากขึ้นเพื่อจำกัดความสามารถของบริษัทต่าง ๆ ในการทำสัญญากับกองทัพสหรัฐฯ หรือรับเงินทุนวิจัย ทั้งนี้ บริษัทที่มีสถานะถูกขึ้นบัญชีดำของเพนตากอน หรือ 1260H List ยังถือเป็นการเตือนต่อนักลงทุนสหรัฐฯ และมักถูกมองว่าเป็นธงแดงที่อาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อ 1260H เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2021 ปัจจุบันมีหน่วยงานมากกว่า 130 แห่งที่ถูกกล่าวหาว่าทำงานร่วมกับกองทัพจีน รวมถึงสายการบิน ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ตลอดจนบริษัทในภาคก่อสร้าง การขนส่งทางเรือ และการสื่อสาร Alibaba ระบุในแถลงการณ์ว่า ไม่ใช่บริษัททางทหารของจีน และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การผสานความร่วมมือระหว่างพลเรือน-ทหารแต่อย่างใด บริษัทจะดำเนินการทางกฎหมายทุกวิถีทางต่อความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริษัท ทางด้านโฆษกของ Baidu ออกมาปฏิเสธเช่นกันหลังถูกรวมอยู่ในรายชื่อดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีมูลความจริงที่น่าเชื่อถือ ข้อกล่าวหาที่ว่า Baidu เป็นบริษัททางทหารนั้นไร้หลักฐานโดยสิ้นเชิง ด้าน BYD ไม่ได้ตอบกลับแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ที่มา Bloomberg 
|