บล.เมย์แบงก์ ฯ ประเมินทิศทางกลุ่มท่องเที่ยวไทยปี 2569 สัญญาณบวกเริ่มชัด หลังไตรมาส 4/68 กำไรโตแกร่งสวนกระแสเศรษฐกิจโลก รับแรงหนุนจากความตึงเครียด "จีน-ญี่ปุ่น" ดันยอดจองล่วงหน้าพุ่ง ชี้เป้าหุ้นเด่น MINT และ AWC มีศักยภาพเติบโตสูง บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ เรื่อง Thailand Tourism แนวโน้มการเติบโตของกำไรเริ่มกลับมา ว่า - คาดแรงส่งกําไรแข็งแกร่งตั้งแต่ 4Q68
เราคาดว่าแนวโน้มกําไรรายไตรมาสของกลุ่มท่องเที่ยว (ไม่รวม AOT) จะกลับมาเติบโตอย่าง แข็งแกร่งตั้งแต่ 4068 เป็นต้นไปและต่อเนื่องตลอดปี 2559 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัว ของการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน และความต้องการเดินทางเพื่อการประชุม สัมมนา และจัด นิทรรศการ (MICE) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรายังคงมุมมอง เชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว และ คาดว่าจะมีอัพไซต์ด้านกําไรจากความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวจีนจะเปลี่ยนจากเที่ยวญี่ปุ่นมา เที่ยวประเทศไทย ขณะเดียวกัน เราคาดว่าโรงแรมในยุโรปของ MINT จะมีการเติบโตของ RevPAR ที่แข็งแกร่งในปี 2569 จากการเพิ่มขึ้นของอุปทานโรงแรมใหม่ที่จํากัด MINT เป็นหุ้น เด่นของเราจากโอกาสในการปรับเพิ่มมูลค่า (re-rating) อันเกิดจากการดําเนินกลยุทธ์ asset- light โดยคาดว่า EPS ในปี 69 จะเติบโตราว 24% (ไม่รวมดาวน์ไซด์ต่อ EPS ประมาณ 5% จาก REIT) นอกจากนี้ เรายังชอบ AWC จากการเติบโตของกําไรที่แข็งแกร่ง (CAGR 28% ในช่วงปี 68-70) โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดโรงแรมใหม่และการฟื้นตัวของ RevPAR ทั้งนี้ ดาวน์ไชต์ที่สําคัญ ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 
- คาดกําไรกลุ่มโรงแรมเติบโต 8% ใน 4Q68
เราคาดว่ากําไรรวมของกลุ่มท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 9.1 พันล้านบาท (ลดลง 8% YoY และ 35% QoQ) อย่างไรก็ตาม หากไม่รวม AOT กลุ่มโรงแรมจะมีการเติบโตของกําไร 8% YoY โดยได้รับ แรงหนุนหลักจาก CENTEL และ MINT ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตของ RevPAR ที่ 15% และ 9% ตามลําดับ ผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศไทย เช่น AWC และ ERW คาดว่าจะรายงาน กําไรใน 4068 ใกล้เคียงกับระดับของ 4067 โดยยังถูกกดดันจากอุปสงค์นักท่องเที่ยว ระยะใกล้ (short-haul) ที่อ่อนแอ และการเพิ่มขึ้นของอุปทานโรงแรมในกรุงเทพฯ - คาดหุ้นโรงแรมเติบโต แข็งแกร่ง YoY ใน 1Q69
จากการสอบถามข้อมูลกับฝ่ายบริหาร (channel checks) หุ้นกลุ่มโรงแรมที่อยู่ในการวิเคราะห์ มีการเติบโตของยอดจองล่วงหน้า มากกว่า 10% YoY สําหรับพอร์ตโรงแรมในประเทศ ไทยในช่วง 1Q69 โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในแหล่งท่องเที่ยวสําคัญทาง ภาคใต้และภาคเหนือ ขณะที่ฐาน RevPAR ของโรงแรมในกรุงเทพฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 1H68 อยู่ในระดับต่ํา จึงเปิดโอกาสให้เกิดการฟื้นตัว ขณะเดียวกัน โรงแรมในยุโรปของ MINT คาดว่าจะยังคงเห็นการเติบโตของ RevPAR ที่แข็งแกร่งราว 4-5% YoY ใน 1069 (เทียบกับ +6% YoY ใน 4068) โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ โดยสรุป เราคาดว่าหุ้นโรงแรม ภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะยังคงรายงานการเติบโตของกําไร YoY ใน 1069 อย่างไรก็ดี AOT จะยังคงเผชิญกับการลดลงของกําไรใน 2QFY69 หลังจากการปรับลดผลตอบแทนขั้นต่ํา ต่อผู้โดยสารเดินทางขาออกสําหรับธุรกิจดิวตี้ฟรีลง 37% (มีผลตั้งแต่ ต.ค. 68) โอกาสนักท่องเที่ยวจีนเบี่ยงเส้นทางมาไทย ยังมีอัพไซด์อย่างมีนัยสําคัญต่อเป้าหมายจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยที่ 35.5 ล้านคน ในปี 2569 หากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรง ซึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ที่นั่งเที่ยวบินจากจีนบางส่วนถูกเบี่ยงจากญี่ปุ่นมายังประเทศ ไทยแล้วในช่วง 1069 เราปรับคําแนะนํา ERW ขึ้นเป็น ซื้อ เนื่องจากคาดว่าจะได้รับประโยชน์ จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ระดับมูลค่าหุ้นยังถือว่าถูกที่สุดในกลุ่ม - การวิเคราะห์แนวโน้มและมุมมองในระยะถัดไป
จากการวิเคราะห์ข้อมูล บล.เมย์แบงก์ และสถานการณ์ปัจจุบัน มี 3 ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ดังนี้ - ปัจจัยบวกจากภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเป็น "ส้มหล่น" ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูล Channel Check พบยอดจองล่วงหน้า 1Q69 พุ่งเกิน 10% YoY เนื่องจากสายการบินจีนเริ่มเบี่ยงเที่ยวบินจากญี่ปุ่นมาไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเป็นอัพไซด์สำคัญต่อเป้าหมายนักท่องเที่ยว 35.5 ล้านคนในปี 2569 - โรงแรมในยุโรป (โดยเฉพาะของ MINT) จะกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในช่วงที่การแข่งขันในไทยสูงขึ้น เนื่องจากยุโรปมีการเพิ่มขึ้นของโรงแรมใหม่ที่จำกัด ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรได้ดี - ปัจจัยเสี่ยงในประเทศ แม้แนวโน้มจะดี แต่ต้องระวังอุปทาน (Supply) โรงแรมในกรุงเทพฯ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันโรงแรมที่เน้นตลาดลูกค้าระยะใกล้ (Short-haul) รวมถึงประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่อาจกระทบภาพลักษณ์ความปลอดภัยในบางช่วง เน้นสะสมหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ (MICE) และหุ้นที่มีฐานรายได้กระจายตัวในต่างประเทศ หรือหุ้นที่ราคายัง Laggard เพื่อรับการฟื้นตัวที่ชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 
|