(แก้ไข) นายกฯ ชี้ผลกระทบตะวันออกกลางยังจำกัด-สศช.คาดกดจีดีพีเหลือโต 1.3-1.6%

รูป (แก้ไข) นายกฯ ชี้ผลกระทบตะวันออกกลางยังจำกัด-สศช.คาดกดจีดีพีเหลือโต 1.3-1.6%

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 มี.ค. 69 17:15 น.


นายกฯ ​ชี้ศึกตะวันออกกลางจำกัด ยังรับมือได้ ย้ำสำรองพลังงานสูงถึง 60 วัน ด้าน พาณิชย์ ออก 6 มาตรการคุมราคาสินค้า-หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ขณะที่ สศช.ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันเพิ่ม กดจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.3-1.6% ฟากเอกชนจับตาช่องแคบฮอร์มุซกระทบต้นทุนพลังงาน

 

แก้ไข - จาก ธปท.รายงานทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูงเกือบ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ 

เป็น - 300,000 ล้านดอลลาร์​

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบกับไทยอยู่บ้าง

 

 

-ณ ขณะนี้ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ไทยมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่ยังรับมือได้ และเร่งดำเนินการแก้ไขไม่ให้ผลกระทบรุนแรง ซึ่งยืนยันว่าจะใช้ทุกวิถีทาง ในการสร้างโอกาสสำหรับประเทศไทย

 

-“ในทุกวิกฤติ มันมีโอกาส และพยายามสร้างโอกาสให้กับไทยให้มากที่สุด ซึ่งได้แจ้งให้ทางตัวแทนภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย รับทราบถึงสถานการณ์และรับฟังข้อคิดเห็น ข้อชี้แนะ และแนวทางที่เอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยสนับสนุน”นายอนุทิน กล่าว

 

-ได้หารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง ว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือว่ามีความไม่แน่นอน หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ อาจกระทบต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนสินค้าอย่างแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกยังมีอยู่สูง ดังนั้น ราคาน้ำมันอาจมีผลกระทบแต่ไม่มากนัก และได้รับทราบว่า กลุ่มผลิตน้ำมันโอเปกได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมา

 

-ความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง สำรองพลังงาน ไว้ในระดับที่เพียงพอ และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน

 

-ส่วนการช่วยเหลือแรงงานได้ประสานให้สถานทูตอำนวยความสะดวก ให้ปลอดภัย ดำรงชีวิตต่อได้ หากไม่มีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย หากมีความประสงค์กลับจะเร่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อพาคนไทยกลับประเทศ

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้พิจารณาผลกระทบในทุกมิติ และมาตรการรองรับทั้งระยะสั้น และวางกลยุทธ์สำหรับโลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว

 

***ผลกระทบตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทาง

 

-ช่องทางที่ 1 ด้านพลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประมาณ 20% ของน้ำมันทั่วโลกมาจากตรงนั้น สถานการณ์น้ำมันทั่วโลก พบว่า ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยสูงขึ้นในระยะสั้นและปรับลงมา โดยราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น 5%

 

-กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับ โดยมีกลไกหลายอย่าง โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันที่จะดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้

 

-กระทรวงพลังงานยืนยัน ยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ ในระดับ 60 วัน ซึ่งในระยะสั้นสามารถดูแลไม่ให้ผลกระทบส่งถึงประชาชนได้อย่างแน่นอน และมีเวลาเพียงพอที่จะหาตลาดใหม่

 

-ช่องทางที่ 2 ด้านการค้า ทั้งด้านสินค้า และบริการ โดยผลกระทบด้านสินค้าทางตรงไม่มาก ซึ่งมีการส่งออกเพียง 4% และนำเข้า 8% ส่วนทางอ้อม คือ ค่าระวางเรือ ที่จะทำให้เกิดผลกระทบทางอ้อม ในด้านการขนส่งได้รับผลกระทบ ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับเอกชน

 

-ช่องทางที่ 3 การท่องเที่ยว ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง 4% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในการคว้าโอกาสในระยะยาว ด้านสายการบินต่างๆ ในเรื่องการเป็นศูนย์กลางการบินที่มีโอกาสย้ายจากตะวันออกกลางมาสู่ในภูมิภาคอาเซียนได้

 

-ช่องทางที่ 4 ตลาดเงินตลาดทุน เมื่อมีสงคราม จะทำให้คนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย คือ ทองคำ โดยผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาราคาทองคำได้ปรับเพิ่มขึ้นมามากแล้ว นอกจากนี้ยังวิ่งเข้าสู่ดอลลาร์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานว่า ตลาดหุ้นก่อนหน้าปรับขึ้นมา 17% และปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเพียง 2% เท่านั้น

 

-ธปท.รายงานทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูงเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถรองรับผลกระทบที่จะมาต่อตลาดเงินและตลาดทุนได้

 

-ช่องทางที่ 5 เรื่องแรงงาน ซึ่งได้ประสานกับภาคเอกชน ให้ความสำคัญกับการดูแลคนไทยที่ตะวันออกกลาง

 

***พาณิชย์ ออก 6 มาตรการรับมือสงครามตะวันออกกลาง

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเทศขัดแย้ง ซึ่งยืนยันว่า เบื้องต้นผลกระทบโดยตรง ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากการนำเข้าและส่งออก ปริมาณไม่มาก โดยอิสราเอลมีการส่งออกเพียง 0.2% อิหร่าน 0.02%

 

-ที่ต้องติดตามเพิ่มเติม คือ การส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีการค้าระหว่างกัน 4-5% แม้มูลค่าไม่มากแต่ต้องระวัง

-ผลกระทบต่อภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อการขนส่ง โดยเฉพาะยุโรป ที่มีเรื่องค่าระวางเรือเพิ่มเติม การเดินเรืออ้อม จากการปิดเส้นทางการขนส่ง

 

-กระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ 6 ด้าน เพื่อดูแลและติดตาม

1.ต้องช่วยดูแลและติดตามใกล้ชิด เรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ เพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า

2.จัดหาแหล่งวัตถุดิบ และแหล่งสำรอง โดยเฉพาะแหล่งพลังงาน ที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งต้องทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน

3.การตั้งศูนย์รับข้อชี้แนะ และให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการที่ต้องทำการค้าและส่งออกที่ติดขัด

4.การบริหารจัดการโลจิสติกส์

5.การบริหารการทำงานร่วมกันเชิงรุก กับทูตพาณิชย์ โดยเฉพาะประเทศโดยตรง และรายงานสถานการณ์ทางการค้า

6.ช่วยกันวิเคราะห์ผลกระทบ อัตราเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ที่ต้องดำเนินร่วมกันกับสศช.

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มีไฟล์บิน ที่ทำการยกเลิก 135 ไฟลท์บิน ซึ่งที่สุวรรณภูมิกระทบผู้โดยสาร 9,400 คน ดอนเมือง 285 คน ท่าอากาศยานภูเก็ต 5,565 คน และเชียงใหม่ 160 คน ซึ่งได้มีการสำรองที่พักให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

 

-ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากตะวันออกกลาง เป็นเรื่องของการเข้าสู่เดือนถือศีลอด นักท่องเที่ยวจึงมีค่อนข้างน้อย

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า กกร.ได้ร่วมประชุม เพื่อเตรียมรับมือ วางแผนในการดำเนินการต่อไป

 

-สิ่งที่ภาคเอกชนกังวล คือ แม้จะไม่ได้ซื้อน้ำมันโดยตรงจากอิหร่าน แต่ในช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นเส้นทางซับพลายมากที่สุด โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากเส้นทางนี้ประมาณ 60-70% ซึ่งล่าสุด ได้ประชุมออนไลน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่น ซึ่งได้ทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน และเห็นว่า เรามีสำรองถึง 60 วัน

 

-ไทยยังสามารถใช้แผนสำรอง ในการใช้น้ำมันจากแหล่งอื่น แต่จะมีปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน แม้ขึ้นไม่แรง เพราะซับพลายยังมีมากกว่าดีมาน แต่ระยะยาวยังต้องติดตาม

 

-ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการส่งสินค้าไปยังอิหร่าน คือ อาหารแปรรูป สินค้ายาง ยางรถยนต์ ซึ่งได้เรียกหารือ พบว่า ยอดการส่งออกยังมีไม่มากนัก ดังนั้น ช่วงสั้นไม่ได้รับผลกระทบ

 

-ด้านการนำเข้าวัตถุดิบ น้ำมัน ปุ๋ย ไทยยังนำเข้าไม่มากนัก

 

-ไทยจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดี ในช่วงสั้นอาจจะกระทบ แต่ช่วงระยะยาวจะเป็นจุดสำคัญ

 

***สศช.ประเมินสงครามตะวันออกกลางกระทบกดจีดีพีโต 1.3-1.6% 

นายดนุชา พิชยนันท์​ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเมินสถานการณ์ไว้ 4 สถานการณ์ แต่มีความเป็นไปได้ 2 สถานการณ์ที่เป็นไปได้ที่สุด ดังนี้

 

-กรณีที่ 1.สงครามสิ้นสุดใน 1 เดือน อาจมีผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันบ้าง และส่งผลกระทบระยะสั้น จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันอาจอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

-กรณีที่ 2.กรณีที่มีความยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิด ขนส่งไม่ได้ จะทำให้ Global supply ได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

“จาก 2 สถานการณ์ผลกระทบต่อจีดีพีในแง่ของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประเมินว่าจะทำให้จีดีพีอยู่ที่ 1.3-1.6% จากที่ประเมินไว้ที่ 2%”นายดนุชา กล่าว


 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย