| “กอบศักดิ์” เผยโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยปี 69 อยู่รอดสำคัญกว่าการเติบโต แนะรัฐเลิกถมเงินอุ้มน้ำมัน-เร่งลงทุนโครงสร้างพลังงานสะอาดสู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยในงาน เตรียมอุดมฯ คิด เศรษฐกิจพ้นภัยว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 ว่า โจทย์ที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เศรษฐกิจไทย อยู่รอดปลอดภัย เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่างที่เกินความคาดหมาย และคาดว่าในครึ่งปีหลังจะมีแรงกระแทกในหลายรูปแบบตามมาอีก “ปีนี้ไม่ต้องเอาเศรษฐกิจโต 3% หรือ 4% แต่ทำอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย คือ เป้าหมายที่สำคัญของเศรษฐกิจในปีนี้ ”นายกอบศักดิ์ ระบุ จากการประเมินของธนาคารกรุงเทพ คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2% โดยมองว่ายังเร็วไปที่จะปรับประมาณการ เนื่องจาก ไม่มีใครรู้เลยว่า ตกลง ข้อตกลงทรัมป์จะสำเร็จหรือไม่ เพราะฉะนั้น คิดว่า ในขณะที่ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โดยปีนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการโต ปีนี้เป้าหมายคือการรอด ทำอย่างไรจะเตรียมสภาพคล่องไว้ เตรียมสายป่านไว้ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส มองว่า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยบ้าง แต่สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ไทยไม่รับแรงกระแทกเยอะอย่างที่เคยเป็น “ไทยช่วยไทย เชื่อว่ากระตุ้นจีดีพีได้บ้าง แต่ที่สำคัญ คือ ตอนที่ลมต้านเยอะๆ ต้องทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปให้ได้ การที่เรามีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างจากการทำไทยช่วยไทยพลัส ดอกเบี้ยต่ำ ค่าเงินอ่อน คิดว่าก็ดีเช่นกัน อีกอันที่ควรจะทำ คือ รัฐบาลมีงบจำกัด มีเพดานหนี้ และเม็ดเงินไม่มากนัก คิดว่าขณะนี้มีเม็ดเงินจากต่างประเทศจำนวนมาก ที่พร้อมจะมาลงทุน ที่ไม่ใช่เงินรัฐบาล เราควรปลดล็อกและตั้งเงื่อนไขว่าปีนี้คือปีของการลงทุน”นายกอบศักดิ์ กล่าว แนะหั่นสัดส่วนพึ่งพา สหรัฐฯ รับมือมาตรการ 301 ของทรัมป์ การจะทำให้ไทยไม่ได้รับแรงกระแทกเยอะอย่างที่เคย สิ่งสำคัญ คือ จะต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการปรับลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงเกือบ 23% ให้ลงมาอยู่ที่ประมาณ 10% เพื่อลดแรงปะทะจากมาตรการกีดกันทางการค้าและกำแพงภาษี เช่น มาตรา 301 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจขยายวงกว้างและปะทุขึ้นในพื้นที่จุดเสี่ยงใหม่ๆ เช่น คิวบา ไต้หวัน และกรีนแลนด์ ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลาม จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานเนื่องจากประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้เพียงประมาณ 100 วันเท่านั้น “ปีนี้ยอมรับว่าเป็นปีที่น่ากังวลใจ เป็นปีที่เราต้องคิดหนักๆว่าเราจะเตรียมการอย่างไร และจะเผื่ออย่างไรให้มีสายป่านที่พอเพียง และหากเกิดการกระทบกระทั่งที่แรงกว่าที่เราคาด จะทำอย่างไรที่เราจะรอดพ้น มีสภาพคล่องที่พอเพียง และสามารถพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นไปได้”นายกอบศักดิ์ กล่าว ส่วนกรณีที่ภาครัฐ ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดย 200,000 ล้านบาท มีเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะลดการพึ่งพาพลังงานได้มาก โดยเฉพาะการนำเม็ดเงินแสนกว่าล้านบาท ไปใช้พยุงราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นการถมเงินเยียวยาแบบชั่วคราวและไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ ดังนั้น รัฐบาลควรเน้นไปที่การลงทุนในเชิงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว เช่น การขับเคลื่อนระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากตะวันออกกลางอย่างยั่งยืน แทนที่จะสูญเสียเงินงบประมาณไปเปล่าประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งของขั้วมหาอำนาจ ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบในการเป็นเป้าหมายการย้ายฐานทุนที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคเอเชีย หากรัฐบาลสามารถปลดล็อกและออกสิทธิประโยชน์ (Incentive) ที่ดึงดูดใจ จะสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาได้มหาศาล ยืนยันได้จากกรณีดีลการลงทุนของเทคคอมพานีระดับโลกอย่าง TikTok ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 800,000 ล้านบาท “ผมว่าทั้งหมดต้องมานั่งคิดจริงๆ ว่า ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยยังหมุนไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องใช้เงินจากรัฐบาลมาก เพราะขณะนี้ หากจะเพิ่มเพดานหนี้อีกครั้ง จาก 70% ต่อจีดีพี เป็น 75% จะเป็นเป้าของเครดิตเรตติ้งต่อไป”นายกอบศักดิ์ กล่าว นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ภาครัฐผลักดันยุทธศาสตร์ BOI to IPO เพื่อจูงใจให้บริษัทข้ามชาติชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Turning Point) ในการปรับโครงสร้างและสร้างความสมดุลให้กับตลาดหุ้นไทย ให้ก้าวข้ามและฟื้นตัวจากระดับดัชนี 1,500 จุดในปัจจุบันได้ นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังคงประมาณการจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2.1% แม้ว่าล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะคาดการเบิกจ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน ในปีนี้ไว้ที่ 1.7-2 แสนล้านบาท จากวงเงินรวมไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่ ธปท.ประเมินว่าจะมากกว่า 2 แสนล้านบาท และจะมีผลต่อจีดีพี 0.6% ในขณะที่ สศช.มองว่าจะมีผล 0.4% ต่อจีดีพี อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |