ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผนธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ในการประชุมวันที่ 18-19 ก.พ. 2026 พร้อมคงดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3.75% และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.50% สะท้อนท่าทีเชิงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพค่าเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก แม้เงินเฟ้อเร่งขึ้นในช่วงต้นปีแต่ BI ประเมินว่าเป็นแรงกดดันชั่วคราว จึงยังเปิดช่องสำหรับการลดดอกเบี้ยในระยะต่อไป หากแรงกดดันค่าเงินและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเริ่มคลี่คลาย
• ค่าเงินรูเปียห์ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ย ซึ่งค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวอ่อนค่าที่ 16,925 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ฯ ณ วันที่ 20 ก.พ. หลังจากการอ่อนค่าทำสถิติใหม่ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะความกังวลต่อโครงสร้างตลาดทุนและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ BI ต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันเงินทุนไหลออกและกดดันค่าเงินเพิ่มเติม • เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นแต่เป็นปัจจัยชั่วคราวไม่ใช่แรงกดดันเชิงโครงสร้าง โดยเงินเฟ้อเดือน ม.ค. อยู่ที่ 3.55% เพิ่มขึ้นจากผลจากฐานต่ำในปีก่อนที่มีมาตรการการลดค่าไฟฟ้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำ 2.45% และเงินเฟ้ออาหารอาหารผันผวนอยู่ที่ 1.14% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่ได้กระจายตัวในวงกว้าง ดังนั้น เงินเฟ้อจึงยังไม่ใช่ข้อจำกัดหลักของการลดดอกเบี้ย ต่างจากปัจจัยค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีน้ำหนักมากกว่าในช่วงนี้ • นอกจากแรงกดดันภายในประเทศแล้ว ปัจจัยภายนอกยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จำกัดพื้นที่เชิงนโยบายของ BI โดยความกังวลของนักลงทุนต่ออินโดนีเซียเพิ่มขึ้นหลังจาก MSCI ตั้งข้อสังเกตเรื่องโครงสร้างตลาดหุ้น ตามมาด้วย Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นเชิงลบ (ยังคงอันดับ Baa2) ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินโดยตรง ซึ่งยิ่งทำให้ธนาคารกลางต้องรักษาระดับดอกเบี้ยไว้ก่อน
• เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังขยายตัวได้แต่ต้องพึ่งแรงกระตุ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจอินโดนีเซียปี 2025 ขยายตัว 5.11% สูงขึ้นจาก 5.03% ในปี 2024 จากแรงหนุนอุปสงค์ในประเทศและมาตรการรัฐ แม้ยังต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาลที่ 5.2% โดยในไตรมาส 1/2026 รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงิน 760 ล้านดอลลาร์ฯ (12.8 ล้านล้านรูเปียห์) เพื่อช่วยค่าครองชีพ สนับสนุนแรงงานและพยุงการบริโภค ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพานโยบายสนับสนุนต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์นี้ BI จึงต้องรักษาท่าทีผ่อนคลายแบบระมัดระวัง โดยชั่งน้ำหนักระหว่างการกระตุ้นการเติบโตกับการรักษาเสถียรภาพค่าเงิน • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยได้แต่ยังต้องรอจังหวะที่ค่าเงินกลับมามีเสถียรภาพ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีปัจจัยกำหนดนโยบายระยะสั้นยังคงเป็นเรื่องค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย หากแรงกดดันค่าเงินเริ่มคลี่คลายและความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาในช่วงครึ่งหลังปี 2026 มีโอกาสที่ BI จะปรับลดดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 2 ครั้ง สู่ระดับราว 4.25% ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส tasawan.k@kasikornresearch.com
|