"พิพัฒน์" ยันไม่แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ชี้อาจขัดต่อกฎหมาย เดินหน้ากางแผนปลุก EEC ด้วยการก่อสร้าง สั่งเจรจาลิขสิทธิ์ "ดิสนีย์แลนด์" เผยหลังประกาศโปรเจกต์ นักลงทุนสนใจร่วมลงทุนเพียบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เนื่องจากพบว่ามีประเด็นการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินค่าก่อสร้างที่ปรับเป็นสร้างไปจ่ายไป ซึ่งถือว่าผิดต่อหลักการและกฎหมาย โดยยืนยันว่าต้องยึดถือเงื่อนไขเดิม 
“เรื่องการไขสัญญาร่วมลงทุน ยังไงผมก็ไม่โอเค เพราะไม่ต้องการเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะทำให้ติดคุก และมองว่าการแก้ไขสัญญานั้นเข้าข้างเอกชนมากเกินไป ส่วนตัวจึงมองว่าเรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาทำให้เกิดแรงจูงใจทางการลงทุน ไม่ต้องแก้ไขสัญญา แต่ต้องสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติม ให้มีดีมานด์เข้าไปในพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ไฮสปีดเกิด รวมไปถึงสนามบินอู่ตะเภาด้วย”นายพิพัฒน์ กล่าว อย่างไรก็ตาม วันนี้ต้องยอมรับว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและสนามบินอู่ตะเภาในปัจจุบันไม่มีทางได้เกิด หากไม่มีการสร้างแรงจูงใจใหม่ ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนคือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ต้องวิเคราะห์สร้างแรงจูงใจให้คนเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งจะนำมาสู่แรงจูงใจของการเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เพราะขณะนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน นอกจากโครงการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ ขนาด 1,500 ไร่ ซึ่งจะมีสนามฟุตบอลที่มีความสมบูรณ์แบบระดับสากล ด้วยขนาดความจุถึง 80,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับการจัดแข่งขันกีฬาระดับโลก และการจัดอีเวนต์บันเทิง คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะดำเนินการแล้ว ตนยังมอบหมายให้ สกพอ.พิจารณาจัดหาที่ดินเพิ่มเติม เพื่อสร้างโครงการแม่เหล็ก (Magnet Projects) ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำสถานบันเทิงครบวงจรที่ไม่มีกาสิโน ทั้งนี้ โจทย์ในการใช้พื้นที่เพื่อพัฒนา Magnet Projects เพิ่มเติมนั้น มองว่าโครงการสวนสนุกนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้คนไทย และต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนได้ตลอดทั้งปี ซึ่งการลงทุนสวนสนุกที่จะสร้างโอกาสเหล่านี้ต้องเป็นสวนสนุกที่มีชื่อเสียงระดับโลก จึงได้ให้แนวคิด สกพอ.ในการเจรจาลิขสิทธิ์จากดิสนีย์แลนด์เข้ามาพัฒนาในไทย เพราะดิสนีย์แลนด์ปัจจุบันยังไม่มีที่ตั้งในภูมิภาคอาเซียน หากไทยสามารถเจรจาลิขสิทธิ์มาได้จะสร้างโอกาสสูงในการดึงดูดการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อมูลของการสร้างสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ พบว่าจะต้องใช้พื้นที่ขนาด 900 – 3,000 ไร่ ดังนั้นตนจึงมอบหมายให้ สกพอ.ไปศึกษาจัดหาที่ดินในพื้นที่ในเขตจังหวัดพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มเติม ซึ่งพื้นที่ใกล้กับพื้นที่ก่อสร้างสนามกีฬาแห่งชาตินั้น ส่วนใหญ่เป็นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดังนั้นมีแนวโน้มที่จะเวนคืนได้รวมพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ซึ่งเพียงพอต่อการพัฒนาสวนสนุก “การก่อสร้างสวนสนุกก็มีเงื่อนไขต้องไม่อยู่ใกล้กับกาสิโน ดังนั้นในพื้นที่นี้ก็จะครบวงจรทั้งศูนย์กีฬาที่รองรับกิจกรรมระดับโลก ศูนย์การค้า โรงแรม และการสร้างเมืองใหม่ให้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าไทยพร้อมในการลงทุนดิสนีย์แลนด์ เพราะไทยเรามีการบริการที่ดี อาหารอร่อย และอากาศไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป มีพื้นที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และติดกับมหาสมุทร ซึ่งเอื้อต่อการเดินทาง”นายพิพัฒน์ กล่าว ทั้งนี้ หากตนมีโอกาสได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะผลักดันโครงการดิสนีย์แลนด์ในไทยให้เกิดขึ้น เพราะเชื่อว่าโครงการเหล่านี้จะเป็น Magnet Projects ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยไม่ต้องแก้สัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนใด ดิสนีย์แลนด์จะเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้โครงการไฮสปีดเทรนและสนามบินอู่ตะเภาคึกคัก ซึ่งเบื้องต้นจากการประกาศโปรเจกต์นี้ มีนักลงทุนไทยติดต่อแสดงความประสงค์ที่จะร่วมลงทุนดิสนีย์แลนด์ในไทยแล้ว 
|