ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลั่นจะเดินหน้าสงครามการค้าโลกต่อไป พร้อมสั่งเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้าแต่เพียงฝ่ายเดียว ทรัมป์กล่าวว่า ไม่หวั่นไหวต่อคำตัดสินที่ไร้เหตุผล ไม่กี่ชั่วโมงหลังศาลมีคำตัดสิน ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกมาตรการภาษีที่ศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ และอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้า (Trade Act) ปี 1974 ออกประกาศกำหนดภาษีในอัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก เป็นเวลา 150 วัน โดยยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น แร่ธาตุสำคัญ โลหะ และผลิตภัณฑ์ด้านพลังงาน ซึ่งจะมีผลวันที่ 24 ก.พ. เวลา 00.01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ทั้งนี้ ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียงเมื่อคืนที่ผ่านมา (20 ก.พ.) เพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ ประกาศใช้กับประเทศทั่วโลก โดยวินิจฉัยว่าเป็นการตีความและใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมาย IEEPA ปี 1977 เพื่อบังคับใช้ภาษีตอบโต้ต่อประเทศคู่ค้า รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าเฉพาะบางรายการ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าเฟนทานิล การประกาศภาษี 10% ชั่วคราวทำให้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีจัดเก็บภาษีได้สูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจเผชิญความท้าทายทางกฎหมายรอบใหม่ เนื่องจากจะสามารถขยายเวลาได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น หลังคำวินิจฉัย ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้น ก่อนปิดตลาดในแดนบวกเล็กน้อย ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดโลกอาจเผชิญความสับสนระลอกใหม่ ขณะที่รอความชัดเจนก้าวต่อไปของทรัมป์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงข้อตกลงทางการค้าที่คณะผู้แทนของสหรัฐฯ เจรจาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึงเงินภาษีราว 175,000 ล้านดอลลาร์ที่เก็บจากผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,625.97 จุด เพิ่มขึ้น 230.81 จุด หรือ +0.47%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,909.51 จุด เพิ่มขึ้น 47.62 จุด หรือ +0.69% และดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,886.07 จุด เพิ่มขึ้น 203.34 จุด หรือ +0.9% ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ผมอับอายแทนผู้พิพากษาบางคนอย่างที่สุด ที่ไม่มีความกล้าหาญในการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประเทศของเรา” เขายังกล่าวโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่า เสียงข้างมากของศาลอาจยอมจำนนต่ออิทธิพลของต่างชาติ “พวกเขาไม่มีความรักชาติและไม่จงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าศาลถูกชักนำโดยผลประโยชน์ของต่างชาติและขบวนการทางการเมือง ซึ่งไม่ได้มีอิทธิพลมากมายอย่างที่หลายคนคิด” ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์ย้ำมาตลอดว่าตนเองนั้นมีสิ่งที่ศาลสรุปว่าเป็นอำนาจพิเศษในการกำหนดภาษีฝ่ายเดียวโดยไม่จำกัดขนาด ระยะเวลาและขอบเขต โดยอ้างเหตุผลและตีความกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หรือ IEEPA ว่าเป็นการให้อำนาจในการกำหนดอัตราภาษีได้ตามต้องการ สัญญาณความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คำตัดสินครั้งนี้และปฏิกิริยาของทรัมป์สร้างความไม่แน่นอนต่อทิศทางการค้าโลกอีกครั้ง โดยวาร์ก โฟล์กแมน นักวิเคราะห์จาก European Policy Centre ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนที่สูงรอบใหม่ในด้านการค้าโลก ขณะที่ทุกฝ่ายพยายามทำความเข้าใจว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในอนาคตจะเป็นอย่างไร” ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลว่าอาจส่งผลทั้งด้านบวกและลบ “แม้คำตัดสินจะลดอำนาจต่อรองของประธานาธิบดี แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้อำนาจที่เขามีอยู่เข้มข้นขึ้นมาก เพราะศาลยังเห็นว่า ประธานาธิบดียังมีอำนาจในการประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าเต็มรูปแบบได้ “เราจะกลับไปใช้ภาษีระดับเดิมกับประเทศต่าง ๆ ได้ เพียงแต่จะเป็นวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมาและซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย” เบสเซนต์กล่าว ที่มา Reuters 
|