“ทาคาอิจิ” ลั่นรักษาความเชื่อมั่นตลาด-ยันเลี่ยงก่อหนี้ใหม่ หลังกังวลแผนลดภาษีอาหาร

รูป “ทาคาอิจิ” ลั่นรักษาความเชื่อมั่นตลาด-ยันเลี่ยงก่อหนี้ใหม่ หลังกังวลแผนลดภาษีอาหาร

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -10 ก.พ. 69 10:03 น.

 

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ (9 ก.พ.) หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ลั่นพร้อมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับนโยบายลดภาษีสินค้าอาหาร ที่อาจเพิ่มภาระทางการคลังให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น

 

ทาคาอิจิชื่นชมการสนับสนุนที่ได้รับอย่างแข็งแกร่ง หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดยกวาดที่นั่งไปถึง 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกัน ยังยอมรับถึงความกังวลของนักลงทุนต่อแผนลดภาษีสินค้าหมวดอาหารเป็นเวลา 2 ปี โดยระบุว่า จะหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรเพื่อใช้เป็นแหล่งทุนสำหรับมาตรการดังกล่าว และจะมองหาแหล่งรายได้อื่นหรือประหยัดงบประมาณ รวมถึงทบทวนเงินอุดหนุนและการยกเว้นภาษี แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมของแผนดังกล่าว

 

ทาคาอิจิกล่าวว่า “เรากำลังพูดถึงนโยบายการคลังแบบเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งส่วนที่เป็นความรับผิดชอบนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายของเราคือ การรักษาความเชื่อมั่นตลาดด้วยการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ผ่านการลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อย่างต่อเนื่อง”

 

ขณะที่ตลาดการเงินวานนี้ (9 ก.พ.) คลายความปั่นป่วนลง หลังเกิดความผันผวนก่อนหน้านี้ซึ่งคุกคามแผนการใช้จ่ายของทาคาอิจิ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ ทะลุ 57,000 จุดเป็นครั้งแรก ส่วนค่าเงินเยนและพันธบัตรรัฐบาลไม่ผันผวนอย่างที่กังวล หลังจากผันผวนต่อเนื่องหลายสัปดาห์จากความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการคลังของญี่ปุ่น

 

ทาคาอิจิกล่าวว่า รัฐบาลมองว่า การลดภาษีอาหารเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อเป็นปูทางก่อนที่ญี่ปุ่นจะสามารถนำระบบเครดิตภาษีมาใช้ควบคู่กับการแจกเงินช่วยเหลือ โดยมาตรการดังกล่าวและรายละเอียดต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยจะขอดูการประเมินผลเกี่ยวกับการลดภาษีดังกล่าวก่อนถึงช่วงฤดูร้อน

 

ปัจจุบัน งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลญี่ปุ่น ราวหนึ่งในสี่ถูกใช้ไปกับการชำระหนี้ ซึ่งอยู่ที่ระดับ 230% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อญี่ปุ่นที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้ช่วยหนุนการเติบโตของ Nominal GDP ซึ่งช่วยลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลงได้

 

ตลอดการแถลงข่าว ทาคาอิจิย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่ใช้หาเสียง ซึ่งรวมถึงแผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมสันติภาพ การเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และการสร้างความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพกับจีน

 

 

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีกับทาคาอิจิหลังคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ยังคาดหวังว่า ทาคาอิจิจะเดินหน้าตามคำมั่นลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของสำนักข่าว Nikkei Asia

 

ทรัปม์โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) ว่า “ขอแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ และรัฐบาลผสม ที่สามารถคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งสำคัญยิ่งในวันนี้”

 

อย่างไรก็ดี แม้ทรัมป์จะแสดงการสนับสนุนต่อทาคาอิจิอย่างเปิดเผย แต่รายงานระบุว่า ผู้นำสหรัฐฯ กำลังไม่พอใจนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมากขึ้น โดยหนึ่งวันก่อนที่ทรัมป์จะโพสต์ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้รับแจ้งจากฝ่ายสหรัฐฯ ว่าทรัมป์ไม่พอใจญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินการตามแผนลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ ที่ให้คำมั่นไว้เมื่อปี 2025 เพื่อแลกกับการลดภาษีของทรัมป์ ปัจจุบันการลงทุนใน 3 โครงการ รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ อยู่ระหว่างการเจรจา แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

 

ทางด้านฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เจรจาภาษีกับญี่ปุ่น เคยแจ้งทรัมป์ว่าโครงการแรกจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2025 แต่เนื่องจากมูลค่าโครงการรวมคาดว่าจะเกิน 6 ล้านล้านเยน (ราว 38,500 ล้านดอลลาร์) การวางแผนจึงต้องใช้เวลา ต่อมาเส้นตายถูกเลื่อนจากปลายเดือนม.ค. ไปเป็นปลายเดือนก.พ. และทรัมป์เริ่มสงสัยว่าญี่ปุ่นอาจจงใจถ่วงเวลา

 

นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังไม่ตัดสินคดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีของทรัมป์ ยังทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ สงสัยว่าญี่ปุ่นอาจชะลอการตัดสินใจลงทุน เพื่อรอดูคำวินิจฉัยของศาล หากภาษีถูกตัดสินว่าขัดต่อกฎหมาย ญี่ปุ่นอาจถอนคำมั่นการลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ได้

 

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมองว่าการเป็นประเทศรายใหญ่รายแรกที่ลงทุนจำนวนมหาศาลในสหรัฐฯ จะช่วยสร้างความได้เปรียบและเป็นการเอาใจทรัมป์ โดยญี่ปุ่นและสหรัฐฯ มีกำหนดจัดการประชุมสุดยอดในเดือนมี.ค. ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนในเดือนเม.ย.

 

ที่มา Bloomberg และ Nikkei Asia

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju