วิจัยแนะเก็บภาษี AI เยียวยาตลาดแรงงาน-เตือนศก.สหรัฐฯ เสี่ยงซ้ำรอยจีน

รูป วิจัยแนะเก็บภาษี AI เยียวยาตลาดแรงงาน-เตือนศก.สหรัฐฯ เสี่ยงซ้ำรอยจีน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -24 ก.พ. 69 16:53 น.

 

ผู้ร่วมเขียนรายงานของ Citrini Research เสนอเก็บภาษี AI เพื่อบรรเทาผลกระทบในตลาดแรงงาน-ลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ ชี้เทคโนโลยี AI อาจดิสรัปต์ตลาดแรงงาน กดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงซ้ำรอยจีน

 

อลาพ ชาห์ (Alap Shah) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Lotus Technology Management และผู้ร่วมเขียนรายงานเรื่อง The 2028 Global Intelligence Crisis ของ Citrini Research ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวีว่า รัฐบาลควรพิจารณาเก็บภาษีจากกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำจาก AI เพื่อนำมาเยียวยาตลาดแรงงาน โดยมองว่าหากไม่มีมาตรการนี้ การตกงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อการบริโภคโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการใช้จ่ายเป็นหลัก และคาดว่า อาจมีการปรับลดพนักงานออฟฟิศลง 5% ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า

 

รายงานฉบับดังกล่าวจำลองภาพปี 2028 ที่เทคโนโลยี AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ช่วยเร่งผลิตภาพทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านกลับทำให้แรงงานมนุษย์จำนวนมากกลายเป็นส่วนเกิน นำไปสู่การเลิกจ้าง การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่หดตัว และกดดันดัชนีหุ้นอย่าง S&P 500 โดยรายงานฉบับเดียวกันนี้ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีร่วงลงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลว่า AI อาจพลิกโฉมโมเดลธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และการสูญเสียงานในวงกว้าง

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่พูดถึงคือ การสร้างวงจรเชิงลบ เมื่อบริษัทปลดพนักงานกลุ่ม White-collar เพื่อลดต้นทุนและรักษากำไร จากนั้นนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนใน AI เพิ่มเติม ซึ่งยิ่งเอื้อต่อการลดคนลงอีก ส่งผลให้ความต้องการในภาคธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เช่น การเงิน ประกันภัย และซอฟต์แวร์ อ่อนแอลง ขณะที่แพลตฟอร์มที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค เช่น DoorDash และ Uber Eats ถูกมองว่าเสี่ยงสูงสุด หากกำลังซื้อหดตัว

 

 

 

ส่วนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ชาห์มองว่างานสาย White collar ในสหรัฐฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของผลกระทบจาก AI เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้คิดเป็น 50% ของการจ้างงานทั้งหมด และมีสัดส่วนการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยถึง 75% อีกทั้งตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงสูงต่อการปลดคนมากกว่าประเทศอื่น ๆ

 

ชาห์ยังยกบทเรียนจากจีน โดยระบุว่า ระบบอัตโนมัติได้แผ่ขยายเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้มากขึ้นด้วยแรงงานที่น้อยลง และไม่จำเป็นต้องจ้างงานเพิ่มเท่าเดิม ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแรงและกดดันเศรษฐกิจ ซึ่งเขามองว่าอาจเป็นภาพที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ภายในสองปีข้างหน้า

 

ในระยะสั้น เขาคาดว่าตลาดจะยังคงผันผวนสูง โดยเฉพาะหุ้นซอฟต์แวร์ ขณะที่นักลงทุนพยายามประเมินผลกระทบระยะยาวของ AI โดยสรุปว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูงมาก”

 

แรงเทขายหุ้นซอฟต์แวร์ทั่วโลกเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้ ETF ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกลุ่มนี้ ร่วงลง 4.8% และลดลงรวมราว 35% จากจุดสูงสุดในเดือนก.ย. 2025 ท่ามกลางความกังวลว่า AI อาจเข้ามาชิงส่วนแบ่งกำไรของบริษัทต่าง ๆ สวนทางกับหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปในเอเชียที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Co., Samsung Electronics และ SK Hynix บวกมากกว่า 2.5% สะท้อนมุมมองว่าวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะหนุนความต้องการชิปขั้นสูง

 

ปัจจุบัน ชาห์ดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัท AI ชื่อ Littlebird และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ Lotus Technology Management เขาเคยร่วมก่อตั้งบริการอาหารแบบสมาชิก Thistle และเคยเป็นซีอีโอของแพลตฟอร์มข้อมูลการเงิน Sentieo ซึ่งภายหลัง AlphaSense เข้าซื้อกิจการ ขณะที่ Citrini Research ก่อตั้งโดย James van Geelen และเผยแพร่งานวิจัยเชิงมหภาคและธีมการลงทุนตั้งแต่ปี 2023 ปัจจุบันมีสมาชิกติดตามมากกว่า 119,000 ราย โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่สงครามยุคใหม่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ยากลุ่ม GLP-1 ไปจนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค

 

ที่มา Bloomberg

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju