CIMBT ประเมินเศรษฐกิจปี 69 เริ่มฟื้นตัวครึ่งหลัง หวังรัฐบาลใหม่เร่งเบิกจ่าย และ ออกมาตรการช่วยครัวเรือน-เอสเอ็มอี พร้อมปรับโครงสร้างฟื้นเชื่อมั่นลงทุน และ ดึง FDI หวังจีดีพีแตะ 3% ไม่เกินปี 72 หากเร่งปรับโครงสร้าง-แก้ปัญหาคอรัปชั่น-เร่งเจรจาการค้า-ผ่อนคลายกฎระเบียบ-ส่งเสริมการจ้างงาน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อรัฐบาลใหม่สามารถฟอร์มทีมบริหาร และ เดินหน้านโยบายได้เต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง และ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ แม้งบประมาณปี 2570 อาจมีความล่าช้าเล็กน้อยในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม โดยมีรายละเอียดดังนี้ -ปรับมุมมองการคาดการณ์จีดีพี ปี 2569 ที่ 2.1% จากเดิมที่ 1.6% หลังสภาพัฒน์รายงานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปี 2568 ที่ 2.4% โดยเศรษฐกิจช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัด จากการขาดมาตรการกระตุ้นทางการคลัง และ ภาคการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังอยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ท่ามกลางความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย -จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับความรวดเร็ว และ ประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลใหม่เป็นตัวกำหนดจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป -ส่วนการผลักดันจีดีพีให้เติบโตแตะระดับ 3% อาจเกิดขึ้นภายในปี 2571-2572 โดยต้องบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการยกระดับธรรมาภิบาล ลดการทุจริตเร่งเจรจาการค้า และ ภาษีศุลกากรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจส่งเสริมการจ้างงาน และ รายได้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน "อยากเห็นมาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนการจ้างงานผ่อนคลายกฎระเบียบช่วยผู้ประกอบการ SME สิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเจาะจงจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยเสริมบรรยากาศการลงทุน สร้างตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่สูงขึ้น และ กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป ขณะเดียวกันการเร่งย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ และ ดึงดูด FDI เข้ามาจะเป็นแรงหนุนต่อการลงทุนในเครื่องจักร และ การเพิ่มศักยภาพการผลิต” 
-ดอกเบี้ยนโยบาย คาดจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ และ คงที่ 1.25% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบาย ผลของการลดดอกเบี้ยใช้เวลา 6–12 เดือน ถึงเวลานั้นเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวตามความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นแล้ว ส่วนค่าเงินบาท คาดคอ่อนค่าที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ สิ้นปี 2569 หากค่าเงินบาทแข็งค่ามีความเสี่ยงกระทบความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก–ท่องเที่ยว ควรติดตามกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด “จับตาวิกฤตภาษีสหรัฐฯ ปี 2569 เพราะเป็นความไม่แน่นอนใหม่ กระทบส่งออก-ลงทุน-ค่าเงิน แม้ล่าสุดคำวินิจฉัยศาลฎีกาจะทำให้สินค้าไทย เช่น ยานยนต์ ยาง และ อิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม 19% แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอนมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ จะใช้มาตรา Section 122 เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน และ ผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายถาวร" -หากเกิดขึ้นจริงอาจเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินผลกระทบหลัก 3 ด้าน 1.ส่งออกชะลอ จากความเสี่ยงภาษี 2.FDI ชะลอตัว จากภาวะ “Wait and See” ของนักลงทุน 3.ค่าเงินบาทแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อน กดดันกำไรผู้ส่งออก ขณะเดียวกันมาตรการภาษีต่อจีน (Section 301) อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทย และ อาเซียน เพิ่มการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และ ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบ และ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว "ทีมเศรษฐกิจ เชื่อว่า ภูมิใจไทย จะคุมพาณิชย์ คลัง เกษตร ก็จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าทำได้อยากให้ทำในระยะยาวมากกว่ากระตุ้นระยะสั้น ซึ่งทีมเศรษฐกิจเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่อยากให้มองว่า ภาคเอกชน ก็สามารถประสานกับหน่วยงานภาครัฐได้ เพื่อขจัดปัญหาคอรัปชั่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่น ต้องตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติให้ได้ว่าการทำงานจะต่อเนื่อง โดยไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง" 
ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีโอกาสเร่งตัวขึ้นได้ในครึ่งหลังของปีนี้หลังมีรัฐบาลใหม่ ด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการค้า รวมถึงช่วยเหลือกลุ่ม SME ผ่านแผน “10 พลัส” การปรับโครงสร้างภาษีและมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีอาจทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดแต่จะช่วยลดการขาดดุลทางการคลัง -ส่วนการปรับใช้ AI และ เทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน อาจมีส่วนช่วยให้มีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในปีนี้และปีหน้า ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การควบคุมคุณภาพการก่อสร้าง และ การบังคับใช้กฎหมายยังคงมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ -ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งทางการค้าและการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อไทย โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไทยอาจสามารถเป็นแหล่งผลิตและผู้ส่งออกทดแทนประเทศคู่ขัดแย้ง แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และ ยุโรป ก็อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยเผชิญความท้าทายอยู่บ้าง -แม้นักลงทุนในตลาดทุนดูเหมือนจะตอบรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ในทิศทางบวก แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ เช่น หนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% มาโดยตลอด แม้ในช่วง 2 ปีนี้จะปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีความยั่งยืน ไม่เน้นการสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น และ พิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามนโยบายของธปท. -ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะมีสัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (ณ ธันวาคม 2558 อยู่ที่66.09%) หากอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงต่ำสัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะยังคงสูงขึ้นและอาจแตะเพดานหนี้ได้ในปี 2570 “ขณะที่หนี้ภาคเอกชนสูงขึ้น จากช่วงก่อนมีการระบาดโควิดถึง 2.2 ล้านล้านบาท แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อธุรกิจอาจไม่เติบโตมากนัก แต่เอกชนมีการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แทน โดยมูลค่าตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 33% ในระยะเวลา 6 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้เอกชนต่อจีดีพีอยู่ในระดับที่สูงกว่า 70% แต่ไทยยังมีสภาพคล่องในตลาดเงินอยู่ จึงทำให้ความต้องการซื้อหุ้นกู้สูง ส่งผลให้ดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ในระดับต่ำ การตัดสินใจถือครองหุ้นกู้จึงต้องระมัดระวัง และ พิจารณาความเหมาะสมของดอกเบี้ย หรือ ผลตอบแทนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง”ดร.นงนุช 
|