ทรัมป์หนุนพักภาษีน้ำมันสหรัฐ กดราคาหน้าปั๊ม-ตลาดจับตาเงินเฟ้อ

รูป ทรัมป์หนุนพักภาษีน้ำมันสหรัฐ กดราคาหน้าปั๊ม-ตลาดจับตาเงินเฟ้อ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 69 17:31 น.


ประเด็น พักภาษีน้ำมันสหรัฐ กลับมาเป็นศูนย์กลางของทั้งการเมืองและตลาดการเงินอีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump เรียกร้องให้ระงับภาษีน้ำมันเบนซินของรัฐบาลกลางชั่วคราว 18.4 เซนต์ต่อแกลลอน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นตามความตึงเครียดจากสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าราคาหน้าปั๊มจะลดลงมากน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ด้วย

ราคาน้ำมันที่สูงสะท้อนแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาด

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วสหรัฐอยู่ที่ 4.53 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ณ วันที่ 13 พฤษภาคม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเส้นทางสำคัญที่รองรับการลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว หนึ่งในห้าของโลก ส่งผลให้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคาพลังงาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงต้นทุนขนส่ง ต้นทุนสินค้า เงินเฟ้อ และแนวโน้มดอกเบี้ยในภาพรวม

พักภาษีช่วยได้เพียงระยะสั้น ไม่ใช่คำตอบเชิงโครงสร้าง

แม้มาตรการพักภาษีน้ำมันจะถูกมองว่าเป็นทางออกที่สื่อสารได้ง่ายในเชิงการเมือง แต่ผลต่อราคาปลายทางอาจจำกัดกว่าที่คาด โดยอ้างอิงงานวิจัยของ Bipartisan Policy Center การระงับภาษีอาจช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้เพียง 10–16 เซนต์ต่อแกลลอน เท่านั้น ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐเพิ่มขึ้นแล้ว 1.55 ดอลลาร์ต่อแกลลอน นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น จึงสะท้อนว่ามาตรการนี้เป็นเพียงการบรรเทาระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ตลาดก็อาจยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อเป็นหลัก

ผลต่อหุ้น พันธบัตร และทองคำในมุมมองนักลงทุน

สำหรับตลาดทุน สถานการณ์เช่นนี้มักกดดันหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและต้นทุน โดยเฉพาะหุ้นเติบโต (growth stocks) ที่มูลค่าพึ่งพาอัตราคิดลดในอนาคต ขณะที่หุ้นพลังงาน และธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงอาจได้รับแรงหนุนมากกว่า ในฝั่งพันธบัตร ตลาดต้องประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากพลังงานจะทำให้ธนาคารกลางไม่เร่งผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วเกินไปหรือไม่ ซึ่งอาจกดดันราคาพันธบัตรระยะยาวได้เช่นกัน

ด้านทองคำ สินทรัพย์ดังกล่าวมักได้อานิสงส์ในช่วงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะถูกมองเป็นสินทรัพย์หลบภัย แต่หากการพักภาษีน้ำมันช่วยลดแรงกดดันได้เพียงบางส่วน แรงซื้อทองคำอาจไม่ได้เร่งตัวมากนักจากปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียว นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งภาวะสงครามและทิศทางเงินเฟ้อไปพร้อมกัน

ผลกระทบต่อหุ้นไทยและกลุ่มอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อพลังงาน

ในบริบทของตลาดหุ้นไทย หากราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับสูง หุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนมากอาจเผชิญแรงกดดันต่อมาร์จิ้น โดยเฉพาะ ขนส่ง โลจิสติกส์ สายการบิน และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นหลัก ตรงกันข้าม หุ้นพลังงานไทยหรือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้รับแรงหนุนจากภาวะต้นทุนสินค้าโลกที่ตึงตัวมากขึ้น

  • กลุ่มเสี่ยงกดดัน: ขนส่ง โลจิสติกส์ สายการบิน และธุรกิจใช้พลังงานสูง
  • กลุ่มได้ประโยชน์: หุ้นพลังงาน และธุรกิจที่อิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์
  • สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง: ทองคำและพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว

ข้อจำกัดด้านนโยบายและแรงต้านทางการเมือง

แม้ข้อเสนอพักภาษีน้ำมันจะฟังดูตรงใจผู้บริโภค แต่ในทางนโยบายยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งตามรายงานระบุว่าทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่เอนเอียงเต็มที่ เนื่องจากต้องแลกกับรายได้ภาษีที่หายไปหลายพันล้านดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงความเสี่ยงต่อ กองทุน Highway Trust Fund ที่พึ่งพารายได้จากภาษีน้ำมันและดีเซลเป็นหลักกว่า 80% หากไม่มีแหล่งชดเชยอื่น มาตรการนี้จึงอาจเป็นเพียงการลดความร้อนของประเด็นค่าครองชีพระยะสั้น มากกว่าจะเปลี่ยนทิศทางราคาพลังงานหรือเงินเฟ้อได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยสรุป ข่าวการหนุนพักภาษีน้ำมันสหรัฐสะท้อนว่า ค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นธีมหลักของตลาดโลก แม้การลดภาษีอาจช่วยบรรเทาภาระผู้บริโภคได้เล็กน้อย แต่ยังไม่พอจะหักล้างผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงและความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนจึงควรติดตามหุ้นพลังงาน หุ้นที่อ่อนไหวต่อเงินเฟ้อ รวมถึงทองคำและพันธบัตรควบคู่กัน มากกว่ามองเพียงว่าราคาน้ำมันจะย่อตัวชั่วคราวหรือไม่


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

efin Reporter

efin Reporter