Tesla วางแผนใช้งบลงทุนราว 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และโยกทรัพยากรไปสู่ธุรกิจหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัท จากฐานเดิมที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวระหว่างรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ว่า “เรากำลังลงทุนในระดับที่ใหญ่มาก ๆ” การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยังรวมถึงข้อตกลงใหม่ในการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในสตาร์ทอัพ AI ของมัสก์เองอย่าง xAI รวมถึงการหารือความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของ Tesla ที่จะปรับทิศทางองค์กรไปสู่ AI, เทคโนโลยีไร้คนขับ และหุ่นยนต์ โดยลดความสำคัญของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถดถอยต่อเนื่องมาสองปี และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในปี 2026 นักลงทุนส่วนใหญ่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนทิศทางดังกล่าว แม้ว่า ธุรกิจใหม่หลายอย่างยังห่างไกลและมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวและผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด ไม่ได้เป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจมากนัก ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Zacks Investment Research กล่าวว่า “ไตรมาสนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ จากบริษัท EV ไปสู่การเดิมพันกับโรโบแท็กซี่ พลังงาน และ Optimus อย่างเต็มตัว” 
ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 4 Tesla รายงานกำไรต่อหุ้น (EPS) หลังปรับทวนแล้ว อยู่ที่ 0.50 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 5 เซนต์ หลังทำกำไรต่ำกว่าคาด 4 ไตรมาสติดต่อกัน อย่างไรก็ดี Tesla ยังคงเผชิญอุปสงค์รถ EV ที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยมัสก์เคยเตือนว่า บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยากลำบาก ระหว่างการลงทุนในธุรกิจใหม่เหล่านี้ ภายใต้แผนปรับโครงสร้าง Tesla จะเลิกผลิต Model S รถซีดานหรูราคาประมาณ 95,000 ดอลลาร์ และ Model X รถ SUV ราคาเกือบ 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นรุ่นที่มียอดขายต่ำ เมื่อเทียบกับ Model 3 และ Model Y ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่า แม้กำไรไตรมาสนี้จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่สามารถกลบความผิดหวังจากยอดขายรถที่ลดลงต่อเนื่อง โดย Tesla รายงานก่อนหน้านี้ว่า ยอดส่งมอบรถในปี 2025 ลดลง 9% จากปีก่อน และยิ่งซบเซาในไตรมาส 4 ซึ่งยอดส่งมอบลดลงถึง 16% เมื่อเทียบรายปี ปีที่ผ่านมา ตลาด EV เผชิญการแข่งขันสูงขึ้น, การสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษีจากรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงกระแสต่อต้านมัสก์จากจุดยืนทางการเมืองและบทบาทของเขาในรัฐบาลทรัมป์ รายได้จากเครดิตภาษีลดลง 22% ในไตรมาส 4 จากปีก่อน หลังรัฐบาลทรัมป์ยกเลิกบทลงโทษต่อผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการประหยัดเชื้อเพลิง ส่งผลให้แหล่งรายได้สำคัญนี้หดตัว และทำให้รายได้รวมของ Tesla ในปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ Tesla รายงานว่ามีผู้สมัครใช้งานระบบช่วยขับขี่ Full Self-Driving (FSD) ราว 1.1 ล้านราย เพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากปีก่อน โดยระบบดังกล่าว ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ และต้องมีมนุษย์คอยกำกับ จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบสมัครสมาชิกเท่านั้นหลังวันที่ 14 ก.พ. ที่มา Bloomberg 
|