ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทางในวันศุกร์ (13 ก.พ.) โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดบวกเล็กน้อย หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของสหรัฐฯ ชะลอตัว ซึ่งช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดแดนลบ เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและบริการสื่อสารเผชิญแรงขาย ท่ามกลางความกังวลว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของธุรกิจ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,500.93 จุด เพิ่มขึ้น 48.95 จุด หรือ +0.10, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,836.17 จุด เพิ่มขึ้น 3.41 จุด หรือ +0.05% ขณะที่ดัชนีแนสแดคปิดที่ 22,546.67 จุด ลดลง 50.48 จุด หรือ -0.22% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ย่อตัวลง 1.23% ซึ่งเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2025 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.39% และแนสแดคลดลง 2.1% สาเหตุที่ทั้งสามดัชนีต่างปรับตัวลดลงนั้น มาจากความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากความไม่แน่นอนว่า AI จะกระทบต่อผลกำไรบริษัทมากน้อยเพียงใด รวมถึงภาระการลงทุนมหาศาลเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว ในช่วงต้นของการซื้อขาย ตลาดปรับตัวขึ้นหลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค. ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเดือนมิ.ย. เป็น 52.3% จาก 48.9% ตามข้อมูลของ CME FedWatch ทั้งนี้ ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) รวมหมวดอาหารและพลังงาน เดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 2.4% YoY ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2025 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 2.5% ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 2.5% YoY ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2021 และสอดคล้องกับประมาณการของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มบริการสื่อสารอ่อนตัวลงในช่วงท้าย เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดเนื่องในวันประธานาธิบดี (Presidents Day) ในวันจันทร์ (16 ก.พ.) ไมเคิล เจมส์ กรรมการผู้จัดการจาก Rosenblatt Securities ระบุว่า หุ้นเทคขนาดใหญ่ยังคงฉุดตลาด แม้จะมีสัญญาณบวกใด ๆ ก็ตาม แต่ก็ถูกกดดันจากแรงขาย ตลาดอยู่ในภาวะผันผวนมาหลายสัปดาห์ การขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาวจึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย่อตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยทำไว้ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลเรื่อง AI ได้ลุกลามไปยังหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ธุรกิจประกันภัย ไปจนถึงภาคขนส่ง อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการของ S&P 500 ปรับขึ้น 0.9% ในวันศุกร์ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลง 0.5% ฟิล ออร์แลนโด หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดจาก Federated Hermes มองว่า แม้แนวโน้มเงินเฟ้อจะดีขึ้น แต่ตลาดยังมีแนวโน้มผันผวน จากปัจจัยการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. และการคาดการณ์ว่า เควิน วอร์ช จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ในเดือนพ.ค. ซึ่งในอดีตนั้น การเปลี่ยนผ่านผู้นำเฟดในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมมักส่งผลให้ตลาดเผชิญแรงปรับฐานในระดับเลขสองหลัก 
ภาพรวมหุ้นรายตัว - หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมาร์เก็ตแคปสูงอ่อนตัวลง นำโดยหุ้น Nvidia (-2.24%) และ Apple (-2.27%) ซึ่งฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด - หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับขึ้น 2.69% และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บวก 1.48% เป็นสองกลุ่มที่ปรับขึ้นโดดเด่นสุดในบรรดาหุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P 500 - กลุ่มเฮลท์แคร์หนุนตลาดเช่นกัน นำโดยหุ้น Dexcom ปิดพุ่ง 7.6% และ Moderna บวก 5.3% หลังผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าคาด - หุ้น Applied Materials ปิดพุ่ง 8.1% หลังคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาสสองสูงกว่าที่วอลล์สตรีทประเมินไว้ - หุ้น Arista Networks เพิ่มขึ้น 4.8% หลังคาดการณ์รายได้ทั้งปีแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมิน - หุ้นกลุ่มผู้ผลิตเหล็กบางส่วนปรับตัวลดลง นำโดยหุ้น Nucor ร่วงเกือบ 3% และ Steel Dynamics ร่วง 3.9% ขณะที่ผู้ผลิตอะลูมิเนียม Alcoa ลดลง 0.9% และ Century Aluminum ดิ่ง 7.4% แม้ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว ออกมาระบุว่า รายงานที่ว่ารัฐบาลมีแผนลดภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมนั้น ไม่มีมูลความจริง ภาพรวมการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,610 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน ซึ่งอยู่ที่ 20,750 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์ก จำนวนหุ้นบวกมีมากกว่าหุ้นลบ ในสัดส่วน 2.57 ต่อ 1 โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 392 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 93 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 3,156 ตัว เทียบกับหุ้นลบ 1,646 ตัว คิดเป็นสัดส่วน 1.92 ต่อ 1 - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 34 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 6 ตัว ที่มา Reuters 
|