EXIM BANK คาดส่งออกปี 69 โตเพียง 0-2% ชี้โครงสร้างส่งออกไทยเผชิญความท้าทาย พบ SMEs เกือบ 80% สร้างมูลค่าได้แค่ 10% เร่งอัด 4 มาตรการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ 0-2% โดยได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้า ข้อพิพาทชายแดน ความผันผวนของค่าเงิน และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออกในปีนี้ ซึ่งคาดว่าปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10% 
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ภาคการส่งออกของไทยยังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องความไม่สมดุลระหว่าง จำนวนผู้ส่งออก กับมูลค่าการส่งออก จากจำนวนผู้ส่งออก SMEs ไทยที่แม้มีสัดส่วนสูงถึงเกือบ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าการส่งออกได้เพียง 10% ของมูลค่าส่งออกรวม ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีอยู่ราว 20% กลับครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกกว่า 90% ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างสินเชื่อธุรกิจในระบบยังพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ครองสัดส่วนสินเชื่อเกือบ 70% ขณะที่ SMEs มีสัดส่วน 30% และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความกังวลความเสี่ยงของ SMEs ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบขยายตัวเพียง 0.3% เทียบกับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.1% “โครงสร้างผู้ส่งออก SMEs เผชิญกับปัญหาเรื้อรัง จำนวนไม่เพิ่มและมีบทบาทน้อย กว่า 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ส่งออกของไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลง SMEs ยังมีบทบาทต่อภาคการส่งออกน้อยกว่าที่ควร และยังพบว่า ผู้ส่งออกรายใหม่อ่อนแอ โดยเฉพาะ SMEs ขาดความรู้ ขาดคู่ค้า ขาดเงินทุน ทำให้ไม่กี่ปีก็หยุดส่งออก จำนวนผู้ส่งออกโดยรวมจึงไม่เพิ่มขึ้น”นายชลัส กล่าว นายชลัส กล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัว แข่งขันได้ และมีรากฐานที่มั่นคงในระยะยาว ผ่าน 4 แนวทางหลัก ดังนี้ 1.กระตุ้นการส่งออก ช่วยให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมั่นใจ ผ่านการจับคู่ธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสินเชื่อ EXIM Export Booster เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า มาตรการภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการให้สินเชื่อพร้อมประกันการส่งออก EXIM Safe Trade Credit เพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ 2.แก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการแก้หนี้ ดูแลหนี้ที่มีปัญหาแต่มีศักยภาพในการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น 3.เพิ่มสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อเอ็กซิมเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 ร่วมกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อเสริมสภาพคล่องให้สถานประกอบการรักษาการจ้างงาน รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ เช่น อุทกภัยภาคใต้ ข้อพิพาทชายแดน 4.การลงทุนเพื่ออนาคต โดยสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน เช่น Sustainability-Linked Loan และสินเชื่อ Green X Transformation เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงยกระดับการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ ธนาคารพร้อมเดินหน้าร่วมกับภาครัฐ และผู้ประกอบการทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยรุกตลาดโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน โดยมุ่งช่วยลดต้นทุนธุรกิจในปัจจุบัน ขยายตลาดสู่อนาคต และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ยั่งยืน สำหรับในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อรวม 180,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2567-2568 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่เป็น SMEs ในกลุ่มส่งออก (SME X) เพิ่มอีก 2,000 ราย จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 2.2 พันราย รวมเป็น 4,000 กว่าราย ด้านสถานการณ์ส่งออกที่แข็งค่าขึ้นนั้นผู้ส่งออกจะต้องเรียนรู้มากขึ้น และปรับตัวมากขึ้น |