*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 63.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 82 เซนต์ หรือ 131% สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 68.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 83 เซนต์ หรือ 1.23% ราคาน้ำมันปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. เมื่อวันที่พุธ (28 ม.ค.) ท่ามกลางความกังวลเรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับอิหร่าน ขณะที่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นแรงหนุนราคาน้ำมัน *** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาและทำข้อตกลงเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ มิฉะนั้น จะต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงครั้งต่อไปของสหรัฐฯ ขณะที่กรุงเตหะรานตอบโต้ด้วยการข่มขู่ว่าจะโจมตีกลับสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศที่ให้การสนับสนุน *** ราคาทองคำตลาดสปอตทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยทะลุระดับ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ณ เวลา 5.46 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำสปอตเพิ่มขึ้น 0.3% มาอยู่ที่ 5,415.52 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,418.39 ดอลลาร์ในการซื้อขายก่อนหน้านี้ ขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่ติดต่อกันหลายครั้ง นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG กล่าวว่า การปรับขึ้นของราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง รวมถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งจากกองทุนที่ลงทุนตามแนวโน้มราคา และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก *** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5–3.75% อย่างไม่เป็นเอกฉันท์ หลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อเนื่อง 3 ครั้งในปีที่ผ่านมา แถลงการณ์หลังการประชุมว่า ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง ขณะที่การเพิ่มขึ้นของการจ้างงานยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานเริ่มมีสัญญาณของการทรงตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง *** ธนาคารกลางแคนาดา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ตามคาดการณ์ โดยทิฟฟ์ แม็กเลม ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา กล่าวว่า ความไม่แน่นอนด้านการค้าที่อยู่ในระดับสูงทำให้คาดการณ์ได้ยากว่า จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อใดและในทิศทางใด *** นักวิเคราะห์ตลาดระบุเมื่อวันพุธว่า เงินดอลลาร์กำลังอยู่ในภาวะตลาดหมี โดยหนึ่งในนักวิเคราะห์เตือนว่า การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นดาบสองคมต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ร่วงลงแรงที่สุดในรอบวันนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2025 ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษี ซึ่งจุดชนวนให้เกิดกระแสที่เรียกว่า Sell America trade การอ่อนค่าครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีบอกผู้สื่อข่าวในรัฐไอโอวาว่า เงินดอลลาร์กำลังไปได้ดีเยี่ยม ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก อ่อนค่าลง 2.2% ตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังจากร่วงลงมากกว่า 9% ในปี 2025 
*** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวย้ำถึงนโยบายดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงความคิดเห็นซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงอย่างหนัก เบสเซนต์ระบุว่า สหรัฐฯ มีนโยบายดอลลาร์แข็งค่าเสมอ แต่นโยบายดอลลาร์แข็งค่าหมายถึงการวางรากฐานที่ถูกต้อง หากเรามีนโยบายที่มั่นคง เงินทุนก็จะไหลเข้ามาเอง *** เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวถึงการเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของลิซา คุก ผู้ว่าการเฟด ในศาลฎีกาสหรัฐฯ โดยอธิบายถึงการตัดสินใจดังกล่าวซึ่งเป็นที่ถกเถียง โดยเขาเชื่อว่านี่คือคดีทางกฎหมายครั้งสำคัญที่สุดที่เฟดเคยเผชิญมา ซึ่งมีผลกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมเฟดเมื่อวันพุธว่า “คดีนี้อาจเป็นคดีทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ 113 ปีของเฟด ผมคิดดูแล้ว คงหาเหตุผลได้ยากที่จะไม่ไปเข้าร่วม” *** การใช้จ่ายของ Microsoft พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2025 ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลง 4% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังจากปิดตลาดที่ระดับ 481.63 ดอลลาร์ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่า การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดกว่าจะเริ่มสร้างผลตอบแทน บริษัระบุว่า รายจ่ายฝ่ายทุนในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 37,500 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 36,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมในไตรมาสดังกล่าว เพิ่มขึ้น 17% สู่ระดับ 81,270 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรอยู่ที่ 5.16 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยตัวเลขกำไรสุทธิได้แรงหนุนจากกำไรที่เกิดจากการลงทุนใน OpenAI ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า รายได้ของ Microsoft จะอยู่ที่ 80,310 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นที่ 3.92 ดอลลาร์ *** IBM รายงานยอดขายรายไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัทระบุว่า รายได้เพิ่มขึ้น 12% สู่ระดับ 19,700 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 19,200 ล้านดอลลาร์ โดยแหล่งรายได้หลักมาจากธุรกิจซอฟต์แวร์ของ IBM ซึ่งเพิ่มขึ้น 14% สู่ระดับ 9,030 ล้านดอลลาร์ และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เช่นกัน *** Tesla เปิดเผยแผนการลงทุนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ในบริษัทปัญญาประดิษฐ์ xAI ของอีลอน มัสก์ ซีอีโอ พร้อมรายงานกำไรไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า การลงทุนดังกล่าวดำเนินการควบคู่กับกรอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพของ Tesla ในการพัฒนา เพื่อนำผลิตภัณฑ์และบริการด้าน AI ไปใช้งานจริงในวงกว้าง *** ตลาดหุ้นอินเดียกำลังเผชิญกับการเริ่มต้นปีที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ผ่านงบประมาณประจำปีที่กำลังจะประกาศ โดยนักลงทุนจับตาว่ารัฐบาลจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมหรือเร่งขายหุ้นในบริษัทที่รัฐถือครองเพื่อเสริมรายได้หรือไม่ หลังจากที่รัฐบาลได้ปรับลดภาษีเงินได้และลดภาษีการบริโภคไปเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์อินเดียเผชิญแรงกดดันในวงกว้าง โดยทั้งหุ้น ค่าเงินรูปี และพันธบัตรต่างอ่อนค่าลง ทำให้นักลงทุนคาดว่างบประมาณจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่น โดยตลาดหุ้นลดลงไปแล้ว 4% นับตั้งแต่ต้นปี โดยดัชนี NSE Nifty 50 มีผลงานเปิดปีแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 ขณะที่กองทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นสุทธิอย่างต่อเนื่อง และการออกพันธบัตรปริมาณมากยังถ่วงตลาดตราสารหนี้ ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า มูลค่าตลาดของหุ้นอินเดียหายไปแล้วราว 360,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ 
|